"ผมมองมุมผู้ประกอบการ เป็นไปไม่ได้เลย" ฟังเสียงสะท้อนผู้ประกอบการที่ไม่เข้าร่วม "โซลาร์ภาคประชาชน"

    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 9 นาที

หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ประกาศเปิดโครงการ "โซลาร์ภาคประชาชน" ไม่เมื่อวานนี้ (27 ต.ค.) ก็มีเสียงสะท้อนแทบจะทันทีจากผู้ประกอบการติดตั้งโซลาร์เซลล์บางรายที่เริ่มออกมาประกาศถอนตัวจากโครงการ พร้อมตั้งคำถามถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ที่อาจเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย

โครงการดังกล่าวตั้งเป้าสนับสนุนค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบโซลาร์ รายละ 50,000 บาท ให้กับประชาชนจำนวน 1 ล้านราย ภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ เช่น การรับบริการติดตั้งต้องผ่านการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือผู้ประกอบการงานติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (vendor) ที่ขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้า ไปจนถึงผู้ขอใช้สิทธิจะต้องไม่รับสิทธิลดหย่อนภาษีที่เกี่ยวกับค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ตาม พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 805

โซล่าฮับ (SolarHub) หนึ่งในผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ประกาศไม่เข้าร่วมโครงการนี้ ตั้งคำถามถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ที่กำหนดกับผู้ประกอบการ ทั้งการต้องวางเงินประกันผลงาน (bank guarantee) 50,000 บาทต่องาน เป็นระยะเวลา 6 เดือน ไปจนถึงการกำหนดให้ต้องรับประกันงานติดตั้งเป็นเวลา 7 ปีโดยต้องเข้ามาบำรุงรักษาและทำความสะอาดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ในขณะที่ราคากลางตั้งไว้อยู่ที่ 140,000 บาท

"จบข่าว...!!! ใครจะรับก็รับเหอะ" ผู้ประกอบการรายนี้โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก SolarHub โดยไล่เรียงถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ก่อนจะทิ้งท้ายว่า "แยกย้ายกลับไปขายเต้าฮวย ดีกว่า" เขาเปิดเผยกับบีบีซีไทยเพิ่มเติมว่า ด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ ทำให้ "เป็นไปไม่ได้เลย" ที่ผู้ประกอบการจะทำได้ตามราคากลางที่ถูกตั้งไว้

แต่เหตุใดบ้างที่ทำให้โครงการนี้อาจทำไม่ได้จริงในมุมของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ?

เงื่อนไขในโครงการ

  • เงื่อนไขฝั่งผู้รับสิทธิ

จากเว็บไซต์ของโครงการ บุคคลธรรมดาสามารถลงทะเบียนขอรับสิทธิในโครงการ "โซลาร์ภาคประชาชน" ได้แล้วตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึงวันที่ 31 ม.ค. 2570 โดยใช้บัตรประชาชนและบิลค่าไฟฟ้าในการลงทะเบียน จากนั้นจะต้องเลือกผู้ติดตั้งตามเงื่อนไขโครงการ เพื่อติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์แล้วยื่นขอเชื่อมต่อและขายไฟกับการไฟฟ้า ภายใน 31 ส.ค. 2570 โดยจะต้องเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าให้สำเร็จและส่งใบกำกับภาษีพร้อมเอกสารเพื่อใช้สิทธิภายใน 30 ก.ย. 2570

ส่วนคุณสมบัติของผู้ขอรับสิทธิ จะต้องเป็นบุคคลธรรมดา สัญชาติไทย และมีบัตรประจำตัวประชาชน, มีชื่อตรงกับชื่อเจ้าของเครื่องวัดไฟฟ้าที่ติดตั้งระบบโซลาร์, เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 คือ "บ้านอยู่อาศัย" ไม่รวมบ้านอยู่อาศัยที่ใช้มิเตอร์ชั่วคราว หรือคอนโดมิเนียม โดยจะได้รับเงินสนับสนุน 1 ครั้งต่อรายตลอดโครงการ (นับรวมการลงทะเบียนทั้งกับ กฟภ. และ กฟน.)

เว็บไซต์ของโครงการยังระบุเงื่อนไขด้วยว่า ผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐมีสิทธิได้รับเงินสนับสนุน แต่จะต้องไม่ขอรับสิทธิช่วยเหลือค่าไฟฟ้า 315 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 20 ปี นับแต่วันที่ได้รับการเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำเร็จ นอกจากนี้ ผู้ได้รับสิทธิจะต้องไม่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 805) พ.ศ. 2569 (ลดหย่อนภาษีค่าติดตั้งระบบโซลาร์ รูฟท็อป สูงสุด 200,000 บาท) ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนด้วย

โดยสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ นอกจากสิทธิประโยชน์หลักคือเงินสนับสนุนค่าติดตั้ง 50,000 บาทแล้ว โครงการระบุว่าหากผู้ขอใช้สิทธิไม่สะดวกชำระค่าติดตั้งเต็มจำนวนในครั้งเดียว ก็สามารถกู้สินเชื่อให้ธนาคารจ่ายค่าติดตั้งให้ก่อนแล้วค่อยทยอยผ่อนชำระส่วนต่างที่เกินจาก 50,000 บาทกับธนาคารได้ โดยมีธนาคารที่เข้าร่วมได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ ซึ่งจะคิดอัตราดอกเบี้ยประมาณ 2.5% ต่อปี ระยะเวลาประมาณ 7 ปี

  • เงื่อนไขฝั่งผู้ประกอบการ

จากเอกสารคู่มือโครงการโซลาร์ภาคประชาชน สำหรับ Vendor (ผู้ประกอบการ) ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของโครงการ ระบุมาตรฐานอ้างอิงของอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับการติดตั้งระบบไฟฟ้า 1 เฟส 5 กิโลวัตต์ (5kW 1 Phase) ไว้อย่างชัดเจน

มาตรฐานที่กำหนดไว้ อาทิ แผงเซลล์แสงอาทิตย์ต้องผ่านมาตรฐาน มอก. หรือ IEC (มาตรฐานสากลด้านอิเล็กทรอนิกส์) ที่เกี่ยวข้อง, ต้องเป็นแบบผนึกซิลิคอน, มีคุณลักษณะทางไฟฟ้าตามเกณฑ์, มีการรับประกันความเสียหายจากการผลิตไม่น้อยกว่า 12 ปี และรับประกันประสิทธิภาพการผลิตไม่น้อยกว่า 80% ในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 25 ปีจากเจ้าของผลิตภัณฑ์ ส่วนอินเวอร์เตอร์ (อุปกรณ์ที่ช่วยแปลงกระแสไฟฟ้าเพื่อนำมาใช้ในครัวเรือน) ที่นำมาใช้ต้องผ่านการขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้าและมีการรับประกันคุณภาพจากผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายไม่น้อยกว่า 10 ปี

แต่หลักเกณฑ์ข้างต้นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ประกอบการรายย่อยหนักใจมากเท่ากับข้อกำหนดเรื่อง "หลักประกันและประกันภัย" ที่เป็นปัจจัยทำให้ผู้ประกอบการบางรายประกาศไม่เข้าร่วมโครงการ เพราะมีการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ให้บริการต้องวางหนังสือค้ำประกันโดยธนาคาร (bank guarantee) จำนวน 50,000 บาทต่องาน เป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งหากไม่สามารถส่งมอบงานตามกำหนดได้ก็จะถูกยึด

นอกจากนี้ ผู้ให้บริการติดตั้งต้องส่งมอบหนังสือค้ำประกันของธนาคารภายในประเทศ วงเงิน 10,000 บาท ภายใน 15 วัน นับถัดจากวันที่ได้รับอนุญาตให้เชื่อมต่อระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กับโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้า เพื่อเป็นหลักประกันความชำรุดบกพร่อง โดยจัดให้มีประกันอัคคีภัย มีการบำรุงรักษาและทำความสะอาด โดยต้องรับประกันเป็นเวลา 7 ปี ตามข้อกำหนดของการไฟฟ้าด้วย

จากคู่มือดังกล่าว ภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ นี้ กฟน./กฟภ. กำหนดวงเงินมาตรฐานไว้ที่ 140,000 บาท (รวม VAT) โดยระบุว่า "เพื่อเป็นทางเลือกอ้างอิงของประชาชน" แต่ก็เสริมว่า "ประชาชนสามารถเลือกติดตั้งระบบที่มีคุณสมบัติและราคาสูงกว่าชุดมาตรฐานได้ โดยผู้ให้บริการติดตั้งต้องเปิดเผยราคา ขอบเขตงาน รายการอุปกรณ์ รายละเอียดและค่าใช้จ่ายให้ลูกค้าพิจารณาและเห็นชอบก่อนดำเนินการ"

"ผมมองมุมผู้ประกอบการ เป็นไปไม่ได้เลย"

วสันต์ ผู้ดูแลเพจ SolarHub ซึ่งขอไม่เปิดเผยนามสกุล แต่แนะนำตัวว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของบริษัทด้วย บอกกับบีบีซีไทยว่า "เป็นไปไม่ได้เลย" ที่ผู้ประกอบการจะสามารถทำเงื่อนไขต่าง ๆ ได้ในราคา 140,000 บาทตามที่การไฟฟ้ากำหนดวงเงินมาตรฐานไว้

เขาบอกว่าโดยปกติแล้วอุปกรณ์สำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ผ่านมาตรฐาน มอก. และความปลอดภัย มีหลายเกรดตามความคงทนและประสิทธิภาพในการใช้งาน ซึ่งเขาแบ่งเป็นสามเกรดได้แก่ เอลบ (A-), เอ (A) และเอบวก (A+) ในปัจจุบันที่มักมีการรับประกันกันแค่ 2 ปี เฉพาะต้นทุนก็อยู่ที่ 85,000-140,000 บาทแล้ว หากต้องวาง bank guarantee และรับประกันต่าง ๆ ตามเงื่อนไขโครงการถึง 7 ปี เขาประเมินว่าต้นทุนจะขยับขึ้นไปเป็น 130,000-180,000 บาท เพราะสภาพอากาศของเมืองไทย หากไม่ใช้อุปกรณ์คุณภาพดี ก็มีโอกาสที่อุปกรณ์จะชำรุดได้ก่อนครบระยะเวลาการรับประกัน

"ขนาดผมติดตั้งใช้วัสดุอย่างดี พอปีที่ 4-5 บางหลังอาจจะสัก 3-5% ก็มีโอกาสที่จะเสื่อมสภาพ เช่น ข้อต่อหลวม เพราะว่าเมืองไทยมันเป็นเมืองร้อนชื้น แล้วแผงมันอยู่บนหลังคา ท่อหรือวัสดุ ถ้าไปใช้พวกพลาสติกหรืออะไร มันก็จะกรอบไปตามระยะเวลา แค่ 3 ปี 4 ปี มันก็จะเริ่มหล่น แตกหักอะไรระเกะระกะ แต่ผมใช้ท่อเป็นท่อเหล็กสำหรับงาน outdoor (นอกอาคาร) ราคามันก็จะสูงขึ้นครับ แล้วก็อุปกรณ์พวกตู้ไฟฟ้า มันก็จะมีอุปกรณ์พวกป้องกันต่าง ๆ นานา มันก็จะแตกต่างแต่ละแบรนด์อีกครับ" วสันต์กล่าว

เขายังเน้นย้ำถึงคุณภาพของระบบโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้ง ซึ่งแม้จะผ่านมาตรฐานตัวเดียวกัน แต่ภายในก็มีอุปกรณ์หลายส่วนที่มีหลากหลายราคาไปตามสเป็ก เหมือนกันรถยนต์ที่ต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยเหมือนกันหมด แต่มีราคาต่างกัน

"ส่วนประกอบมันมี 20 ส่วน ที่ผมแบ่งไว้นะครับ ยกตัวอย่างก็แผงอินเวอร์เตอร์" เขาอธิบาย "ราคามันต่างกัน สมมุติยกตัวอย่าง A+ [ราคา] 25,000 บาท แต่ถ้าเป็น A- [ราคา] 12,000 บาท"

"จริง ๆ ก็ไม่ได้ว่าเขานะ เงื่อนไขของ[กระทรวง]มหาดไทยที่เขียนมา เขาก็มีตอนท้ายนะครับว่าราคาก็สามารถเพิ่มได้ ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการคุยกับเจ้าของบ้านให้เซ็นยินยอม เช่น เจ้าของบ้านอาจจะไม่เอา 140,000 บาทก็ได้ เป็น 160,000 หรือ 180,000 บาทก็ได้ แต่ก็ต้องเซ็นรับทราบว่าอุปกรณ์ที่เราใช้อยู่นี่มันนอกเหนือจากของรัฐ หรือว่าดีกว่ายังไง แต่ว่าความยุ่งยากก็คือ ประชาชนจะไม่รู้ว่าอันไหนมันจะดีกว่า มันก็ผ่านมาตรฐานกันหมด" ผู้ประกอบการรายนี้บอกกับบีบีซีไทย

นอกจาก SolarHub ผู้ประกอบการติดตั้งโซลาร์เซลล์อีกรายที่ออกมาประกาศว่าไม่เข้าร่วมโครงการนี้คือ บริษัท เว ทู เวล จำกัด (WAY SOLAR) ซึ่งโพสต์ประกาศผ่านทางเพจเฟซบุ๊กว่า บริษัท "ได้พิจารณาปัจจัยและความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในระยะยาวแล้ว"

บีบีซีไทยติดต่อไปทางบริษัทและได้พูดคุยกับ "ฝน" ซึ่งขอไม่เปิดชื่อนามสกุลจริง แต่แนะนำตัวว่าเป็นผู้จัดการโครงการ (project manager) ของทางบริษัท โดยเธอบอกว่าสาเหตุที่บริษัทไม่เข้าร่วมโครงการนี้ เพราะมองว่าเงื่อนไขต่าง ๆ อาจไม่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการขนาดเล็กอย่างบริษัทของเธอ

"เรามองว่ามันยังมีความไม่ชัดเจนอยู่ ก็คือหนึ่ง ถ้าเราวางแบงก์การันตีไปแล้ว สิ่งที่ผู้รับติดตั้งจะได้เงินในส่วนตรงนี้คืนเมื่อไหร่ อะไรยังไงบ้าง มันยังไม่ได้มีความชัดเจน แล้วธุรกิจเขาก็จะมองว่า เงินในส่วนของตรงนี้ที่เอาไปค้ำประกันในหลัก 6 เดือน มันเป็นเงินในการที่จะต้องเอามาลงทุนทำธุรกิจ ซึ่งเงินในส่วนตรงนี้มันจะถูกหักทอน แล้วก็คือหายไป ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าจะได้เงินในส่วนตรงนี้กลับมาเมื่อไหร่ ยังไงบ้าง" เธอสะท้อน

"ส่วนเรื่องการเซอร์วิส ทุกบริษัทเขาอยากเซอร์วิสลูกค้าอยู่แล้ว ซึ่งอันนี้มันก็มีกำหนดเข้ามาอีกว่า จะต้องบริการเซอร์วิสลูกค้าให้ครบ 7 ปี... อันนี้ต้องเรียนแจ้งตามตรงว่า ถ้าบริษัทที่เขามีกำลังทรัพย์ หรือมีทุนทรัพย์ที่สามารถครอบคลุมในเรื่องของแบงก์การันตีด้วย แล้วก็รับประกันได้ถึง 7 ปี นานขนาดนั้นน่ะ ฝนมองว่าถ้าเป็นพวกธุรกิจเล็ก ๆ เขาไม่สามารถเซอร์วิสได้ขนาดนั้น" เธอกล่าว

เธอยังมองตรงกันกับวสันต์ด้วยว่า ด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ถูกวางไว้ในโครงการ บริษัทไม่สามารถทำตามทั้งหมดได้ในราคา 140,000 บาท โดยเมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ แล้ว บริษัทจึงตัดสินใจประกาศแจ้งกับลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา

"ปัจจัยหลาย ๆ อย่างค่ะ มันรวมถึงทุน" เธอบอกกับบีบีซีไทย "คือทุกอย่างมีต้นทุน ล้างแผงก็มีค่าใช้จ่าย ซึ่งในราคาที่แจ้งมา ที่ว่า 140,000 บาท มันไม่สามารถทำได้จริงนะคะ อันนี้ต้องเรียนแจ้งตามตรงก่อน"

"เราเข้าใจว่า คนขายกับลูกค้ามีมุมมองต่างกันอยู่แล้ว แต่ว่าอันนี้ของทางบริษัทก็พูดในเชิงของธุรกิจที่เป็นธุรกิจ SME ขนาดย่อย ซึ่งมันไม่สามารถรับเงื่อนไขในส่วนของตรงนี้ได้"

"คือเวลาเราทำงาน เราเน้นว่า ถ้าสมมุติเราบอกลูกค้าว่า บริการหลังการขายเราดูแลลูกค้าได้ 3 ปี ก็คือ 3 ปี ไม่ใช่ว่าบอกลูกค้าว่า 7 ปี แล้วทำจริงได้แค่ 3 ปี" ผู้จัดการโครงการของ WAY SOLAR กล่าว

ผู้ประกอบการก็เพิ่งรู้เงื่อนไข

นอกจากประชาชนทั่วไปที่ได้รู้รายละเอียดที่ชัดเจนของโครงการเมื่อวานนี้ (27 ต.ค.) ฝั่งผู้ประกอบการเองก็ไม่ต่างกัน

วสันต์บอกว่าเขาทราบเพียงคร่าว ๆ ว่ามีการเตรียมโครงการ "โซลาร์ภาคประชาชน" เมื่อราวสองเดือนก่อน โดยมีการให้ผู้ประกอบการยื่นขึ้นทะเบียนรายชื่อเป็นผู้ให้บริการ (vendor list) กับทางการไฟฟ้า แต่ไม่ได้มีการให้รายละเอียดเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ

"ก่อนหน้านั้นของการไฟฟ้าทั้งสองแห่งก็ได้รับนโยบายมาจากทางกระทรวงมหาดไทยอยู่แล้ว แล้วก็ให้ขึ้นทะเบียน vendor list (รายชื่อผู้ให้บริการ) หมายความว่าผู้รับติดตั้งโซลาร์ให้ขึ้นทะเบียนไว้ แล้วก็ทยอยส่งเอกสาร แล้วก็บริษัทไหนผ่านก็โอเค แล้วก็ต้องไปมีการอบรมครับ ก็คือบอกแค่นี้เอง เพราะว่าทางผู้ประกอบการก็ไม่ทราบว่า ถ้าไม่ได้ขึ้น[ทะเบียน]แล้วเนี่ย จะมีผล[ไหม]ในการไปรับงานโซลาร์อื่น ๆ" เขาเปิดเผย โดยบอกว่าผู้ขึ้นทะเบียนใหม่ที่ยังไม่เคยขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้ามาก่อน ยังต้องการผ่านการอบรมประมาณ 3-5 วัน โดยเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 10,000 – 15,000 บาทด้วย

แม้จะลงทะเบียนเป็น vendor list ไว้แล้ว แต่วสันต์บอกว่า ตัวเขาเองเพิ่งทราบทั้งเงื่อนไขเฉพาะของโครงการ "โซลาร์ภาคประชาชน" ทั้งการต้องวางแบงก์การันตี และการรับประกัน 7 ปี เมื่อวานนี้ (27 ต.ค.) เมื่อมีการส่งคู่มือโครงการฯ สำหรับผู้ประกอบการ เข้ามาในกลุ่มไลน์

"ของการไฟฟ้านครหลวงจะมีไลน์กลุ่มสำหรับผู้ที่ยื่นขอขึ้น vendor list แล้วก็แอดมินของกลุ่มการไฟฟ้านครหลวงก็เพิ่งจะส่งตัวนี้เข้ามาในกลุ่มว่าเป็น handbook (คู่มือ)... ถึงจะรู้เงื่อนไขตรงนี้ครับ" เขากล่าว