จากค่าจ้างหลักพันสู่สัญชาติไทย เปิดขบวนการ "พ่อทิพย์-กุมารจีน" ที่อาจทำมานานแล้วกว่า 20 ปี

ที่มาของภาพ, BBC THAI/Jiraporn Sricham
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 14 นาที
เพียงว่าจ้างคนไทยไม่กี่คนด้วยเงินตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นบาท คู่สามีภรรยาชาวจีนก็สามารถทำให้ลูกของพวกเขาได้สัญชาติไทยผ่านหลักสายโลหิตได้อย่างง่ายดาย ผ่านขบวนการที่ถูกเรียกว่า "พ่อทิพย์" และ "บ้านผี"
กระบวนการปราบปรามในวงกว้าง เริ่มต้นขึ้นเมื่อตำรวจจับกุมนายเฉิน ยินไหล ชาวจีนที่อาศัยในประเทศไทยและเป็นแหล่งฟอกเงินให้สแกมเมอร์ข้ามชาติกว่า 70,000 ล้านบาท เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา และพบว่ามีการโอนเงินผ่านบัญชีม้าหลายบัญชีไปยัง น.ส.เป้าเจียว เฉิน ซึ่งเชื่อว่าเป็นภรรยาของนายเฉิน แต่ลูกทั้ง 3 คนกลับมีสัญชาติไทย ทั้งที่พ่อและแม่เป็นคนสัญชาติจีน จึงต้องสงสัยว่าลูกทั้ง 3 คนน่าจะได้สัญชาติไทยมาโดยไม่ชอบ
เมื่อตรวจสอบต่อก็พบว่าลูกทั้ง 3 คนมีพ่อเป็นชายชาวไทย ชื่อว่านายมนตรี (ขอสงวนนามสกุล) จากการสืบสวนพบว่ามีพนักงานโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เสนอขายแพ็กเกจฝากครรภ์และทำคลอดในราคาเกือบแสนบาทให้กับพ่อแม่ชาวจีน จากนั้นจึงดำเนินการหาชายไทยมาเป็นพ่อเด็ก เพื่อดำเนินการให้เด็กได้สัญชาติไทยผ่านหลักสายโลหิต โดยมีเจ้าหน้าที่ทะเบียนสำนักงานเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร มีส่วนรู้เห็นในการทุจริตครั้งนี้
ในตอนแรกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบพบว่าอาจมีเด็กถูกแจ้งเกิดด้วยวิธีการนี้อย่างน้อย 62 ราย ซึ่งตัวเลขล่าสุดขยับไปที่ 1,400 รายแล้ว ทางการไทยจึงเกิดปฏิบัติการร่วมครั้งใหญ่เข้าสู่ระยะที่ 3 ซึ่งนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดแล้วอย่างน้อย 67 ราย
อาจมีผู้เข้าข่ายเป็น "กุมารทิพย์" กว่า 1,400 ราย
ดร.รัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง (DOPA N.I.C.E) บอกกับบีบีซีไทยว่ารูปแบบขบวนการที่พบมากที่สุดคือการว่าจ้างชาวไทยให้สวมรอยรับรองบุตรในลักษณะ "พ่อทิพย์" ซึ่งพบว่าแม่ชาวต่างชาติเดินทางมาฝากครรภ์และคลอดบุตรในโรงพยาบาลเอกชนของไทย แล้วว่าจ้างให้ชายไทยมารับรองบุตร เพื่อที่ทางโรงพยาบาลจะออกหนังสือรับรองการเกิด (ทร.1/1) ซึ่งนำไปสู่การออกใบสูติบัตรและทำให้เด็กได้สัญชาติไทยผ่านหลักสายโลหิต
จากการดำเนินงานปราบปรามในช่วงที่ผ่านมา ทางศูนย์ประสานงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียนฯ พบว่าขบวนนี้ทำกันเป็นเครือข่ายโดยมีนายหน้าช่วยประสานจัดหาชายไทยมาเป็นพ่อทิพย์ มีเจ้าหน้าที่เวชระเบียนของโรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนที่รู้เห็นเป็นใจช่วยอำนวยความสะดวก อย่างไรก็ดี เขาตั้งข้อสังเกตว่าไม่ใช่ว่าทุกคดีจะครบองค์ประกอบเหล่านี้เสมอไป เนื่องจากไม่ใช่ทุกกรณีที่มีนายหน้าเข้ามาดำเนินการ
ผอ.ศูนย์ประสานงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียนฯ พบว่าขบวนการพ่อทิพย์มักกระจายอยู่ในพื้นที่ กทม. เป็นส่วนใหญ่ถึง 90% เนื่องจากเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลเอกชนจำนวนมาก ซึ่งพบว่าการออกหนังสือรับรองการเกิดของโรงพยาบาลเอกชนยังเป็นระบบแมนวล ต่างจากโรงพยาบาลของรัฐซึ่งเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ และนั่นทำให้ผู้กระทำความผิดเห็นโอกาสจากช่องโหว่นี้
บีบีซีไทยพบว่าในการสนธิกำลังจับกุมขบวนการพ่อทิพย์ระยะ 3 เมื่อวันที่ 27 ต.ค. มีชาวจีนคนหนึ่งที่ได้สัญชาติจากขบวนการพ่อทิพย์มีอายุถึง 27 ปี เขาใช้ชีวิตในไทยมาตลอดจนเรียนจบสถาบันการศึกษาในไทย และเข้าทำงานเป็นวิศวกรในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง
นอกจากนี้ยังพบฝาแฝดชายวัย 23 ปี จากครอบครัวชาวจีนอีกครอบครัวหนึ่ง โดยแฝดคนหนึ่งมีอาชีพเป็นโปรแกรมเมอร์และอีกคนหนึ่งกำลังเป็นนักศึกษาแพทย์ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย ซึ่งสะท้อนว่าขบวนการนี้ดำเนินการมากกว่า 20 ปีแล้วหากดูจากอายุของบรรดาบุตรชาวจีนที่ได้สัญชาติไทยผ่านพ่อชาวไทย หรือที่สื่อไทยเรียกกันว่า "กุมารทิพย์-กุมารจีน"

ที่มาของภาพ, BBC THAI/Jiraporn Sricham
ด้าน พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ระบุว่าบุคคลที่เป็น "กุมารทิพย์" ต้องสงสัยจำนวน 1,483 ราย ซึ่งทางตำรวจนำวิธีการตรวจสอบดีเอ็นเอเข้ามาพิสูจน์ความเป็นพ่อลูกและเอาผิดกับผู้กระทำความผิด โดยในตอนนี้จับกุมผู้กระทำความผิดที่เป็นแม่จีน พ่อจีน พ่อทิพย์คนไทย เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่รัฐไปแล้วทั้งหมดรวมกัน 67 ราย จาก 74 หมายจับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกุมารทิพย์ทั้งหมด 47 ราย และกระบวนการปราบปรามจะยังคงดำเนินต่อไปอีก
อีกรูปแบบหนึ่งที่ทำให้ลูกที่เกิดจากชาวจีนได้เป็นคนสัญชาติไทยหรือ "กุมารทิพย์" เช่นกันคือสิ่งที่เรียกว่า "ขบวนการบ้านผี"
ดร.รัฐวิช ผอ.ศูนย์ประสานงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียนฯ อธิบายว่าขบวนการนี้ต่างจากขบวนการพ่อทิพย์ตรงที่ข้อมูลแทบจะทั้งหมด "เสกขึ้นมาจากอากาศ" โดยมีเจ้าหน้าที่ทะเบียนระดับท้องถิ่นป้อนข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการเกิดของเด็ก ข้อมูลพ่อแม่ของเด็ก โดยเรื่องมาแดงเมื่อทางศูนย์ฯ พบว่ามีการสุ่มใส่ชื่อชายไทยให้เป็นพ่อเด็กเข้าไปในระบบโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่องหรือไม่ยินยอม รวมถึงสุ่มใส่ชื่อโรงพยาบาลที่ไม่มีแผนกสูติกรรม จากนั้นนายหน้าและเจ้าหน้าที่ทุจริตจึงย้ายชื่อเด็กเข้าไปใน "บ้านผี" ซึ่งหมายถึงบ้านที่มีปรากฏเพียงเลขที่แต่ไม่มีตัวบ้านจริง เพื่อแก้ไขข้อมูลให้รายการในทะเบียนเป็นอายุเด็กตามจริง
"วงรอบมันจะจบไม่ได้เลย เพราะว่าจริง ๆ แล้วเด็กมีอายุ 7 ปี แต่เพิ่งจะได้ใบเกิด เขาก็ต้องไปเข้าบ้านในอำเภอที่มีคนแก้อายุเด็กได้ ดังนั้นมันก็ต้องเป็นอำนาจของอำเภอ ต้องมีบ้านให้ย้ายเข้าไป ขบวนการนี้จะมีนายหน้า นายหน้ารู้กันกับเจ้าหน้าที่ที่อำเภอว่าให้ใช้ทะเบียนบ้านนี้ เราพบว่าคนที่เป็นนายหน้าเคส 'บ้านผี' ถูกจับกุมมาแล้วหลายครั้งและมีความเชื่อมโยงกับนายหน้าในระดับข้ามชาติด้วย หมายถึงเขามีเครือข่ายรับคนจากประเทศต้นทาง เหมือนกับหาลูกค้า ซึ่งตอนนี้ทางหน่วยงานเรากำลังทำงานร่วมกับกองปราบปรามเพื่อขยายผลเรื่องนี้" ดร.รัฐวิช เปิดเผยกับบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, DOPA N.I.C.E.
สำหรับกรณีบ้านผีนั้น เคยมีการจับกุมขบวนการนี้ไปแล้วในช่วงเดือน เม.ย. ถึง พ.ค. ปี 2569 ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา และ จ.กาญจนบุรี โดยในตอนนี้ทางกรมการปกครองจำหน่ายสูติบัตรของเด็กกลุ่มบ้านผีไปแล้วมากกว่า 100 รายการ รวมถึงเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ซึ่งมีตั้งแต่ระดับปลัดอำเภอไปจนถึงเจ้าหน้าที่ทะเบียนในระดับท้องถิ่น รวมถึงนายหน้าซึ่งพบว่าส่วนใหญ่เป็นอดีตเจ้าหน้าที่รัฐมาก่อน จึงรู้กลไกระบบทะเบียนราษฎรของไทยเป็นอย่างดี
ดร.รัฐวิชกล่าวว่าที่จริงแล้วประเทศไทยเปิดช่องให้ชาวต่างชาติขอสัญชาติไทยได้ถูกต้องตามกฎหมาย ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งอาจใช้เวลาในการดำเนินการ แต่กลุ่มผู้กระทำความผิดกลับเลือกใช้วิธี "พ่อทิพย์" หรือ "บ้านผี" ซึ่งเป็น "ทางลัด" ที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากเห็นว่าเป็นขั้นตอนที่รวดเร็วและใช้เงินไม่มากนัก
ที่มาของผู้เป็น "พ่อทิพย์"
ในการสนธิกำลังปราบปรามขบวนการพ่อทิพย์ระยะ 3 เมื่อวันที่ 27 ต.ค. ที่ผ่านมา นายสมเกียรติ (สงวนนามสกุล) อาชีพขับวินมอเตอร์ไซค์ย่านอ่อนนุช กรุงเทพฯ วัย 56 ปี บอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าไม่รู้จักกับ น.ส.เยี่ยนฟัง (สงวนนามสกุล) ชาวจีนวัย 46 ปี ที่เข้ามาไทยตั้งแต่ปี 2550 แต่ได้รับการชักชวนจากเพื่อนร่วมวินมอเตอร์ไซค์เดียวกันว่าให้ไปจดทะเบียนสมรสกับหญิงชาวจีนคนนี้โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงิน 5,000 บาท
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2561 ซึ่งนายสมเกียรติบอกว่ามีคนมารับและจัดเตรียมเอกสารให้ทุกอย่าง เขาและ น.ส.เยี่ยนฟัง จึงจดทะเบียนสมรสกันที่สำนักงานเขตหลักสี่เมื่อปี 2561 และจดทะเบียนหย่าอีกครั้งในปี 2564 ที่สำนักงานเขตห้วยขวางซึ่งได้ค่าตอบแทนมาอีก 4,000 บาท
"พอเข้าไปในห้อง เจ้าหน้าที่ก็เอาเอกสาร ติ๊กมาให้แล้ว มาให้เราเซ็น เซ็นเสร็จก็แยกย้ายกันกลับ" นายสมเกียรติกล่าว
ทั้งคู่ได้พบกันเพียง 2 ครั้งเท่านั้น สมเกียรติยืนยันกับตำรวจว่าไม่เคยลงนามรับรองบุตร รวมถึงไม่เคยทราบมาก่อนว่าหญิงคนนี้กำลังตั้งครรภ์ขณะจดทะเบียนสมรสกับตน เพิ่งมาทราบหลังถูกจับกุมในข้อหาเกี่ยวกับการทุจริตระบบทะเบียนราษฎรว่าตนเองมีชื่อเป็นบิดาของเด็กชายอายุ 7 ปี ซึ่งเป็นลูกชายของ น.ส.เยี่ยนฟัง กับนายจาง (สงวนนามสกุล) ชาวจีน วัย 49 ปี สามีที่อยู่ด้วยกันมาจนถึงปัจจุบัน

ที่มาของภาพ, BBC THAI/Jiraporn Sricham
ขณะที่ตำรวจกำลังซักถามนายสมเกียรติ นายจางนั่งใส่หน้ากากอนามัยอยู่ข้างกัน เขาปฏิเสธว่าตนเองไม่มีส่วนรู้เห็นกับการว่าจ้างใด ๆ และบอกว่าทั้งหมดเป็นการดำเนินการของภรรยาซึ่งเดินทางออกจากประเทศไทยไปตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. และยังไม่เดินทางกลับเข้ามา ซึ่งตำรวจได้ออกหมายจับ น.ส.เยี่ยนฟัง ภรรยาของนายจางแล้ว
ลูกชายของสองสามีภรรยาชาวจีนคู่นี้อีกคนหนึ่งซึ่งมีอายุ 3 ปี ยังปรากฏชื่อนายหยิงเป่า (สงวนนามสกุล) ชายสัญชาติไทยวัย 54 ปี เป็นพ่อในสูติบัตรของเด็ก นายหยิงเป่าอ้างว่าสาเหตุที่รับรองเด็กคนนี้เป็นบุตรเป็นเพราะตนเองเคยมีความสัมพันธ์กับ น.ส.เยี่ยนฟัง มาก่อน จึงคิดว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของตน ซึ่งในวันนี้เขาทราบแล้วว่านายจางเป็นพ่อของเด็กจากผลตรวจดีเอ็นเอของตำรวจ
"หลังจากนี้ผมจะไปเพิกถอน [การรับรองบุตร] เพราะผมก็ผิดพลาดไปแล้ว" นายหยิงเป่าบอกกับตำรวจ
สถานที่จับกุมชายทั้ง 3 คนเป็นบ้านเดี่ยวใน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว น.ส.เยี่ยนฟังและนายจาง โดยบ้านหลังนี้ยังเป็นที่ตั้งของบริษัทเอกชน 2 แห่ง ซึ่งทั้งคู่ต่างนั่งเป็นกรรมการ มีธุรกิจหลัก ๆ คือนำเข้า-ส่งออก ไปจนถึงขายส่งและค้าปลีกสินค้าอุปโภค-บริโภค
ด้านนายหยิงเป่าก็มีประวัติไม่ธรรมดาเช่นกัน เขากำลังถูกตรวจสอบว่าเข้าข่ายเป็นนอมินีให้ทุนต่างชาติหรือไม่ เนื่องจากมีรายชื่อเป็นกรรมการบริษัทต่าง ๆ ถึง 10 แห่งในไทย ซึ่งแต่ละแห่งเป็นชื่อนิติบุคคลภาษาจีนเกือบจะทั้งหมด
การพบตัวผู้เป็น "พ่อทิพย์" ที่อาจเป็นนอมินีในบริษัทชาวจีน ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่น เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ตำรวจเคยจับกุมนายประจวบ ศิริเขตร ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นนอมินี บริษัทไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในบริษัทร่วมค้าผู้รับผิดชอบโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ อาคารเพียงแห่งเดียวที่พังถล่มลงมาจากเหตุแผ่นดินไหวที่มีศูนย์กลางในเมียนมาเมื่อเดือน มี.ค. 2568 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 93 ราย สูญหาย 3 ราย และบาดเจ็บ 8 ราย
ผลสอบของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงระบุว่าตึกถล่มจากความบกพร่องด้านการออกแบบ วิธีการก่อสร้าง วัสดุไม่ได้มาตรฐาน และหลายจุดเป็นการก่อสร้างที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย
นายประจวบถูกจับกุมในข้อหาเป็น "พ่อทิพย์" หลังเจ้าหน้าที่ขยายผลการสืบสวนขบวนการพ่อทิพย์จากกรณีของนายเฉิน ยินไล แต่ไม่ได้เปิดเผยว่าเขารับรองบุตรให้กับลูกชาวจีนจากครอบครัวใด ทั้งนี้นายประจวบยืนยันว่าเป็นพ่อของเด็ก รู้จักกับหญิงชาวจีนที่จดทะเบียนสมรส แต่ผลตรวจดีเอ็นเอชี้ว่าเขาไม่ได้เป็นพ่อของเด็กที่เขาลงนามรับรองความเป็นบุตร
"ส่วนใหญ่คนไทยที่มาเป็นพ่อทิพย์นั้น 80% รู้จักกันมาแล้วประมาณหนึ่ง ไม่ใช่คนนอก ถ้าเป็นคนวงนอกคือพวกที่นายหน้าไปจ้างวานมา เช่น ใช้เด็กติดยา วินมอเตอร์ไซค์" ดร.รัฐวิช กล่าว "ก็คือคิดน้อย เหมือนพวกเปิดบัญชีม้า"
โรงพยาบาลเอกชนมีเอี่ยวไหม

ที่มาของภาพ, DOPA N.I.C.E.
นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 27 ต.ค. ที่ผ่านมาว่า ขบวนการพ่อทิพย์เกิดขึ้นในโรงพยาบาล 11 แห่งทั่วกรุงเทพฯ รูปแบบหลัก ๆ ที่พบคือการนำแม่จีนที่ตั้งท้องเข้ามาในประเทศไทย และหาพ่อชาวไทยมารับรองบุตรเท็จ "เพื่อหวังผลเรื่องสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในอนาคต ทั้งเรื่องสัญชาติ ที่อยู่อาศัย การถือครองกรรมสิทธิ์และการทำธุรกิจต่าง ๆ ในอนาคต โดยหลายกรณีมีการเชื่อมโยงไปยังนอมินีด้วย เพราะเป้าหมายไม่ประสงค์ดีอยู่แล้วในการดำเนินการในรูปแบบเหล่านี้"
แต่จนถึงตอนนี้ไม่มีโรงพยาบาลเอกชนแห่งใดถูกตั้งข้อหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการพ่อทิพย์ มีเพียงเจ้าหน้าที่ฝ่ายเวชระเบียนในโรงพยาบาลที่ทุจริตเท่านั้นที่ถูกดำเนินคดี
ในเมื่อแม่ชาวจีนเป็นผู้จ่ายเงินค่าแพ็กเกจฝากครรภ์และทำคลอดบุตรกับโรงพยาบาลเหล่านั้นด้วยเงินเหยียบแสนบาท บีบีซีไทยสอบถามว่าเป็นไปได้หรือที่โรงพยาบาลเอกชนจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้
นายวรศิษฎ์ตอบในการแถลงข่าวว่ายังไม่พบว่ามีโรงพยาบาลแห่งใดเข้าไปเกี่ยวข้อง และโดยข้อเท็จจริงแล้วโรงพยาบาลหลายที่ลงทุนเป็นหมื่นล้านบาท "เราคิดว่าหากเขาจะมาหากินในเคสแบบนี้ ผมคิดว่าในหลักความเป็นจริงนั้นเป็นไปได้ยาก สิ่งที่เราพบในวันนี้คือคนที่เกี่ยวข้องในโรงพยาบาลจะเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลมากกว่า"

ที่มาของภาพ, DOPA
ด้านนายปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) คนที่ 1 ของ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกำลังติดตามเรื่องขบวนการพ่อทิพย์กลับเห็นต่างออกไป
"โรงพยาบาลเองก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบ เพราะคุณรู้อยู่แล้วว่าเอกสารเหล่านี้ เช่น ใบ ทร.1/1 มีความสำคัญ สามารถนำไปทำใบสูติบัตรได้ และกระทบต่อความน่าเชื่อถือของโรงพยาบาลหากมีการรับรองที่ผิดพลาดหรือจงใจ ฉะนั้นโรงพยาบาลปฏิเสธความรับผิดชอบยากมาก แต่แน่นอนว่ารัฐบาลต่างหากที่ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขผู้มีหน้าที่ดูแลกำกับมาตรฐานโรงพยาบาล" เขากล่าว
นายปิยรัฐบอกว่าการคลอดลูกในโรงพยาบาลเอกชนไม่ใช่ว่าใครจะมาขอคลอดลูกโดยไม่มีที่มาที่ไปได้ อย่างน้อยก็ต้องมีการฝากครรภ์ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลควรเอะใจว่าเหตุใดพ่อชาวจีนที่คอยมาดูแลภรรยาช่วงฝากครรภ์กับโรงพยาบาล จึงไม่ใช่พ่อของเด็กในหนังสือรับรองการเกิด (ทร.1/1) ซึ่งจะนำไปสู่การขอใบสูติบัตร
"เจ้าหน้าที่อาจประมาทเลินเล่อหรือจงใจอยู่ในขบวนการนี้ด้วยการรับสินบนก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นมันควรมีกระบวนการสืบสวนต่อว่าโรงพยาบาลรู้เห็นเป็นใจหรือไม่" สส.จากพรรคฝ่ายค้านผู้นี้กล่าว
นายอาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ชี้แจงในทิศทางเดียวกันกับ รมช.มหาดไทยว่าพบการกระทำความผิดในรายบุคคลเท่านั้น
"เราได้มีการสืบกับผู้ประกอบกิจการโรงพยาบาล ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลที่เป็นดูแลทั้งหมด และหัวหน้าแผนกคลอดต่าง ๆ ก็พบว่าเป็น [การกระทำความผิด] รายบุคคล" รองอธิบดีกรม สบส. ระบุ
นายอาคมกล่าวต่อว่าหลังเกิดเหตุขบวนการพ่อทิพย์ ทางกระทรวงสาธารณสุขได้วางมาตรการไม่ให้ทางโรงพยาบาลมอบหมายให้ใครคนใดคนหนึ่งไปแจ้งเกิดแทน แต่ให้สามีภรรยาไปแจ้งเกิดกับนายทะเบียนโดยตรงด้วยตนเอง
สำหรับ 11 โรงพยาบาลเอกชนที่พบว่ามี "กุมารทิพย์" เกิดในโรงพยาบาลเหล่านี้ ทาง สบส. ได้ยึดเวชระเบียนที่เกี่ยวข้องจำนวนกว่า 400 รายการและส่งให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบเพื่อดำเนินการทางกฎหมายแล้วตั้งแต่เดือน ก.ค. เป็นต้นมา
"นี่เป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง"
นายปิยรัฐบอกว่าขบวนการเหล่านี้จะดำเนินมาไม่ได้เลยหากขาดคนไทยที่ยินดีเป็นนายหน้าประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตและเห็นแก่เงินสินบน
"ผมคิดว่าที่เราเห็นอยู่นี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง" เขากล่าวและเสริมว่าขบวนการเหล่านี้เป็นภัยความมั่นคงต่อไทย เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มสแกมเมอร์ข้ามชาติและเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งกำลังแสวงหาช่องทางถ่ายเททรัพย์สินและฟอกเงินในไทยอย่างถาวร เนื่องจากพบว่าการดำเนินการเหล่านี้ในไทยทำได้ง่ายกว่าประเทศจีนซึ่งมีกฎหมายเข้มงวดกว่า
นอกจากนี้เมื่อเด็กที่เกิดจากกระบวนการนี้มีสถานะเป็นคนไทยโดยกำเนิด ทำให้กลุ่มทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มทุนชาวจีนที่เคยอาศัยนอมินีชาวไทยเปิดบริษัทในไทยและช่วยถือครองทรัพย์สิน สบช่องใช้แผนการนี้เพื่อให้ลูกได้สัญชาติไทยในระยะเวลาอันรวดเร็วผ่านการแจ้งข้อมูลเท็จ จากนั้นจึงจะใช้ลูกเป็นผู้ถือครองทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์เช่นเดียวกับคนไทย
แต่สิ่งที่นายปิยรัฐกังวลมากที่สุดคือไทยอาจถูกต่างชาติแทรกแซงในกลไกการเมืองและรัฐโดยไม่รู้ตัว เพราะกุมารทิพย์เหล่านี้สามารถรับราชการทหาร ตำรวจ รวมถึงตำแหน่งสำคัญที่กำหนดว่าต้องมีสัญชาติไทยโดยกำเนิดและต้องมีบิดาเป็นสัญชาติไทย
"เขามีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. และสามารถถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะมันมากับสิทธิ์โดยการเกิด" นายปิยรัฐกล่าวและว่า "เห็นไหมครับว่ามันน่ากลัวมาก"

ที่มาของภาพ, DOPA
ดร.รัฐวิช ผอ.ศูนย์ประสานงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง บอกกับบีบีซีไทยว่ารัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะกรมการปกครองตระหนักดีว่าการสวมสัญชาติไทยผ่านขบวนการพ่อทิพย์และบ้านผีนั้นเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรง เนื่องจากลักษณะของผู้กระทำความผิดและผลกระทบต่อประเทศเปลี่ยนไปจากรูปแบบการสวมสัญชาติที่เคยเกิดขึ้นในอดีตอย่างสิ้นเชิง
เขากล่าวว่าในอดีตปัญหาการทุจริตทางทะเบียนมักเกิดขึ้นในกลุ่มชนเผ่า ชนกลุ่มน้อย หรือผู้หลบหนีความยากจนจากประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องการแสวงหาโอกาสเรียนหนังสือหรือทำมากินในไทย แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผู้ที่พยายามเข้ามาถือสัญชาติไทยมักเกี่ยวข้องกับทุนเทา สแกมเมอร์ และกลุ่มฟอกเงินข้ามชาติ
การทุจริตทางทะเบียนยังช่วยให้ชาวต่างชาติที่หนีคดีร้ายแรงจากต่างประเทศเข้ามาแฝงหรือหลบซ่อนตัวจากการติดตามของเจ้าหน้าที่สากล โดยสวมสัญชาติไทยและสร้างตัวตนใหม่บังหน้าการกระทำผิดกฎหมาย และการได้สัญชาติด้วยวิธีการที่มิชอบยังทำให้คนต่างด้าวเข้ามาเบียดบังทรัพยากร สิทธิประโยชน์ สวัสดิการ และโอกาสต่าง ๆ ที่ควรจะเป็นของประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง
มากกว่านั้นคือขบวนการดังกล่าวยังทำลายความน่าเชื่อถือและความมั่นคงของระบบทะเบียนราษฎร ซึ่งเป็นปัญหาที่น่ากังวลมาก และนี่จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งศูนย์ประสานงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน หรือ DOPA N.I.C.E. ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นไม่ถึง 1 ปี
"ตอนนี้ภารกิจของ DOPA N.I.C.E. มี 2 อย่าง คือ บล็อกและรื้อ" ดร.รัฐวิช กล่าวกับบีบีซีไทย
ความหมายของคำว่า "บล็อก" ในที่นี้หมายถึงทำให้แน่ใจว่ามาตรการต่าง ๆ ที่กรมการปกครองยกระดับขึ้นมาจะทำให้เกิดการทุจริตทางทะเบียนยากมากขึ้นหรือแทบเป็นไปไม่ได้ โดยปัจจุบันมีเพียงหัวหน้าฝ่ายทะเบียนระดับ ซี 8 เท่านั้นที่อนุมัติใบสูติบัตรได้ จากเดิมที่เคยให้ระดับ ซี 5- ซี 6 อนุมัติได้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการกลั่นกรองและเป็นระดับที่สูงเกินกว่าจะนำตำแหน่งไปแลกกับเงิน
นอกจากนี้ทางกรมการปกครองยังเพิ่มมาตรการพิสูจน์ตัวตนเชิงลึก โดยกำหนดให้นายทะเบียนสอบปากคำผู้ขอแจ้งเกิดอย่างละเอียด หากพบข้อสงสัยหรือไม่มั่นใจ เจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งตรวจดีเอ็นเอเพื่อยืนยันสายโลหิตจริงก่อนออกใบสูติบัตรได้
สำหรับ "รื้อ" นั้นหมายถึงการตรวจสอบการทุจริตทางทะเบียนย้อนหลังทั้งหมด เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตทางทะเบียนมาดำเนินการทางกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันเป็นการทำงานประสานกันระหว่าง DOPA N.I.C.E. กับตำรวจและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ที่มาของภาพ, thai news pix
ด้านนายปิยรัฐกล่าวเสริมว่าจากข้อมูลที่หน่วยงานต่าง ๆ ชี้แจงต่อ กมธ.การกฎหมายฯ เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะกลับไปตรวจสอบรายการออกใบสูติบัตรย้อนหลัง 10 ปี เพราะฐานข้อมูลเก็บไว้เพียงเท่านี้ ขณะที่กรมการปกครองกำลังตรวจสอบย้อนกลับไปถึง 30 ปี
ในความเห็นของเขามองว่าการตรวจสอบย้อนหลังนี้ รัฐบาลจัดสรรงบกลางเพื่อสนับสนุนการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอเพียงพอหรือไม่ เพราะมีค่าใช้จ่ายราว 9,000-10,000 บาทต่อกรณี และการพิสูจน์เรื่องนี้ต้องตรวจดีเอ็นเอทั้งลูกชาวจีน พ่อชาวจีน และคนไทยที่เป็นพ่อทิพย์ ซึ่งหากพิจารณาจากตัวเลขในกลุ่มผู้ต้องสงสัยว่าได้สัญชาติมาโดยมิชอบ เห็นได้ว่าทางตำรวจต้องการงบประมาณสนับสนุนเป็นเงินจำนวนมาก
"หากตรวจสอบย้อนหลังแล้วพบ 10,000 เคส ต้องคูณ 10,000 บาท เข้าไป ก็เป็นเงินนับร้อยล้านบาทแล้ว ฉะนั้นตำรวจไม่สามารถมีงบประมาณสนับสนุนส่วนนี้จากงบที่ตั้งไว้ก่อนหน้า" นายปิยรัฐ กล่าว และเสริมว่าการสืบสวนทางคดีก็มีความซับซ้อนเนื่องจากต้องย้อนหลังรายการแจ้งเกิดยาวนานถึง 10–30 ปี ดังนั้นผู้กระทำผิดหรือพยานอาจหลบหนี โอนย้ายทรัพย์สินไปที่อื่นแล้ว และข้าราชการที่รับสินบนอาจเกษียณหรือเสียชีวิตไปแล้วเช่นกัน
จะเกิดอะไรขึ้นกับ "กุมารทิพย์" หลังถูกจับได้

ที่มาของภาพ, BBC THAI/Jiraporn Sricham
ดร.รัฐวิชบอกว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเด็กเหล่านี้ในทางทะเบียนคือสูติบัตรฉบับเดิมที่เคยถูกออกให้จากการแจ้งข้อมูลเท็จจะถูกยกเลิกและจำหน่ายออกจากระบบทะเบียนทันที ทำให้สัญชาติไทยเดิมถูกเพิกถอนตามไปด้วย จากนั้นเจ้าหน้าที่จะจัดทำสูติบัตรฉบับใหม่ให้ถูกต้อง โดยระบุสถานะเด็กอย่างชัดเจนว่าเป็น "บุตรของคนต่างด้าว" และระบุสัญชาติตามพ่อแม่ที่แท้จริง
อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตของเด็กที่เป็นกุมารทิพย์ย่อมเปลี่ยนไปทันที เมื่อถูกตรวจพบว่าตนเองได้สัญชาติไทยมาด้วยวิธีการที่ไม่ชอบ แม้พวกเขาไม่ได้มีส่วนในการตัดสินใจใช้วิธีการเหล่านั้นเลยก็ตาม
นางเธียรทอง ประสานพานิช รองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เผยว่าหากพ่อแม่ของเด็กถูกจับกุมหรือกลายเป็นผู้ต้องกัก ทางชุดทำงานตามกฎหมายคุ้มครองเด็กจะตามหาญาติและประเมินว่าญาติมีความสามารถในการดูแลเด็กหรือไม่ จากนั้นจึงทำหนังสือตกลงที่พ่อแม่ให้ความยินยอมในการส่งเด็กไปอยู่ในความดูแลของญาติ โดยจะมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวง พม. ไปเยี่ยมเยียนเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าเด็กอยู่ในสภาพการเลี้ยงดูที่เหมาะสม
"ในกรณีที่ไม่พบญาติ ทาง พม. เตรียมรับเด็กมาดูแลชั่วคราวจนกว่าเราจะประสานญาติได้หรือในช่วงระหว่างที่พ่อแม่ถูกดำเนินคดี" รองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชนระบุ
ทั้งนี้แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องในคดีเปิดเผยกับบีบีซีไทยว่าแนวโน้มของคดีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการพ่อทิพย์-กุมารจีน ศาลมักไม่อนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหา เนื่องจากมองว่าเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับภัยความมั่นคง
































