ยกทฤษฎี "ผลไม้พิษ" ขอสิทธิล้างมลทิน ทักษิณพ้นคุกแล้ว ทำไมยังต้องยื่นขอนิรโทษกรรม?

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 15 นาที

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อขอให้วินิจฉัยสิทธิได้รับ "นิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดทั้งปวง" ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569

หนึ่งในกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขกล่าวกับบีบีซีไทยว่า "ไม่มีการคุยกันเลยว่าต้องให้ใครเป็นพิเศษ ทุกอย่างว่าไปตามกฎหมาย"

อดีตนายกรัฐมนตรีวัย 77 ปี มอบอำนาจให้นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ เป็นผู้ดำเนินการยื่นคำร้องแทนตนเองตั้งแต่ 8 ต.ค. ที่ผ่านมา

นายวิญญัติกล่าวกับบีบีซีไทยว่า การยื่นคำร้องในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ "ล้างมลทิน" และ "ลบประวัติอาชญากรรม" ในเมื่อกฎหมายเห็นว่าเรื่องนี้สำคัญถึงขั้นเขียนระบุให้คนที่ถูกกระทำ/คนที่มีประวัติพ้นจากที่ถูกกล่าวหาหรือพ้นมลทินได้

"ท่านก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรมมาก่อน จึงสำคัญมากต่อเกียรติประวัติ ต่อสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในชีวิต ด้วยคุณค่าของมนุษย์คนหนึ่ง สิ่งเหล่านี้อาจพูดออกมาเป็นมูลค่าไม่ได้ แต่เป็นสิ่งสำคัญที่ท่านควรจะได้รับ" ทนายความของอดีตนายกฯ กล่าวชี้แจงข้อสงสัยที่ว่าในเมื่อนายทักษิณรับโทษจำคุกแล้ว ทำไมยังต้องยื่นขอการนิรโทษกรรมอีก

พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข มีผลบังคับใช้เมื่อ 24 ส.ค. 2569 เป็นต้นมา โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข 9 คน มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดการได้รับนิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดทั้งปวง และรับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรมจากผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง ทั้งนี้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการชุดนี้ให้ถือว่าเป็นที่สุด มีผลผูกพันให้หน่วยงานรัฐในกระบวนการยุติธรรมต้องรับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 8 วรรคสอง ระบุว่าคดีใดที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษก่อนวันที่ พ.ร.บ. นี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น และถ้าผู้นั้นอยู่ระหว่างการรับโทษให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและให้ปล่อยตัว

ส่วนวรรคสาม ระบุว่ากรณีที่มีการบันทึกประวัติอาชญากรรมของผู้กระทำความผิดหรือมีการบันทึกไว้ในฐานะประวัติอาชญากรรม ให้ประวัตินั้นเป็นอันสิ้นผล และให้หน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่และอำนาจลบข้อมูลประวัติความผิดทางอาญานั้น

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (อม.) มีคำสั่งเมื่อ 9 ก.ย. 2568 ให้บังคับโทษจำคุกนายทักษิณเป็นเวลา 1 ปี หลังเปิดศาลไต่สวน "คดีชั้น 14" ทว่าเขาถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำกลางคลองเปรมนาน 8 เดือน ก็ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติเมื่อ 11 พ.ค. 2569 แล้ว "พ้นโทษทันที" เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เมื่อ 3 มิ.ย. 2569 กลายเป็น "ผู้บริสุทธิ์เต็มขั้น" เร็วกว่ากำหนดเดิม 3 เดือน

นายฉัตรชัย บางชวด ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข กล่าวเมื่อ 14 ต.ค. ว่า ขณะนี้เรื่องเข้ามาแล้ว อยู่ในขั้นตอนของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองที่มีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน ทั้งนี้จะรวบรวมคำร้องกรณีอื่น ๆ มาพิจารณาในคราวเดียวกัน ซึ่งตามกฎหมายกำหนดกรอบเวลาในการดำเนินการไว้ที่ 180 วัน หรือประมาณเดือน มี.ค. 2570 และสามารถขยายเวลาได้ 2 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม ปลัด สปน. ปฏิเสธจะตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลว่าคำร้องของนายทักษิณเข้าเกณฑ์ได้รับการนิรโทษกรรมหรือไม่ โดยโยนให้คณะกรรมการเป็นผู้พิจารณา เพราะเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายหลายประเด็น

สรุปสาระสำคัญคำร้องขอนิรโทษกรรมของทักษิณ

สื่อหลายสำนัก อาทิ มติชน และเดลินิวส์ รายงานเนื้อหาคำร้องของนายทักษิณที่ยื่นต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งบีบีซีไทยได้นำประเด็นหลัก ๆ ไปสอบทานกับทนายความของนายทักษิณ เข้าใจว่าเป็นเอกสารคำร้องของอดีตนายกฯ จริง

คำร้องของนายทักษิณเริ่มต้นด้วยการบรรยายคุณสมบัติของตัวเอง ไล่เรียงตั้งแต่นำพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ชนะการเลือกตั้ง 2 สมัย (ปี 2544 และปี 2548), ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ คนที่ 23 ของไทย, เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงระหว่างปี 2548-2549, และในวันที่ 19-20 ก.ย. 2549 มีประกาศสำคัญของฝ่ายคณะบุคคลที่เข้ายึดอำนาจการปกครอง จนเป็นมูลเหตุอันสำคัญที่จะดำเนินคดีกับตนในหลายกรณี พร้อมอ้างถึงเนื้อหาจากแถลงการณ์คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 1 ฉบับที่ 2 และประกาศแต่งตั้งหัวหน้า คปค. ลงวันที่ 20 ก.ย. 2549 ซึ่งมีความชัดเจนว่าตนถูกกล่าวหาคดีอาญาที่มิได้มีการกระทำผิดตามกฎหมาย แต่มีต้นเหตุมาจากการกระทำรัฐประหาร

"เมื่อทำการยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินไปแล้ว ก็มีกระบวนการไต่สวน สอบสวน และสร้างพยานหลักฐานขึ้นโดยไม่ชอบต่อกฎหมายและไม่เป็นธรรมกับข้าพเจ้า ซึ่งเมื่อการเริ่มต้นเป็นเช่นนั้นแล้ว ผลลัพธ์และพยานหลักฐานที่ต่อเนื่องตามมาก็ย่อมใช้ไม่ได้และไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน ดัง 'ทฤษฎีผลไม้ของต้นไม้พิษ' (Fruit of the Poisonous Tree) ที่ว่าผลของต้นไม้ที่มีพิษ ก็ย่อมมีพิษเช่นกัน ข้าพเจ้าจึงร้องขอความเป็นธรรมให้แก่ตนเองจากคณะกรรมการทุกท่านเพื่อขอความเป็นธรรมเช่นบุคคลอื่นอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน มิได้เรียกร้องสิ่งใดที่เกินเลยหรือเหนือกว่าบุคคลอื่น" ข้อความในคำร้องของนายทักษิณระบุตอนหนึ่ง

อดีตนายกฯ ยังยืนยันในคำร้องด้วยว่า ตนเองเป็นบุคคลที่เข้าเงื่อนไขหรือคุณสมบัติของมาตรา 7 ที่จะได้รับการนิรโทษกรรม และไม่มีลักษณะตามบทบัญญัติยกเว้นการได้รับผลนิรโทษกรรมตามมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยให้เหตุผลว่า คำพิพากษาศาล อม. ใน 4 คดี ได้แก่ คดีหมายเลขแดงที่ อม. 1/2553, คดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551, คดีหมายเลขแดงที่ อม. 5/2551 และคดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 "ไม่ปรากฏว่าศาลฎีกาพิพากษาหรือวินิจฉัยในส่วนใดเลยที่ระบุชัดเจนว่าข้าพเจ้ากระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ"

คำร้องของนายทักษิณยังระบุถึงการได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานอภัยลดโทษในคดีของศาลฎีกาฯ คงเหลือจำคุกรวมกันทั้ง 3 คดี เพียง 1 ปี และตนก็ได้รับโทษดังกล่าวครบถ้วนแล้ว

ในท้ายคำร้อง นายทักษิณขอให้คณะกรรมการมีคำวินิจฉัยว่าให้ตนเองได้รับนิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดทั้งปวง โดย "ถือว่าไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดใด ๆ เลยตามมาตรา 8 และมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 อันเป็นการคืนสิทธิเด็ดขาดอย่างเสมอภาค เท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ มิเช่นนั้นจะไม่นำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ตรงกันข้ามจะยิ่งสร้างความไม่เป็นธรรม อยู่ในวังวนของความขัดแย้ง ไม่สร้างความสมานฉันท์ปรองดองในสังคมไทยอย่างไม่สิ้นสุด"

สำหรับบุคคลที่จะเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรมได้ต้องเป็นไปตามมาตรา 7 ซึ่งระบุว่า บรรดาการกระทำใด ๆ ของบุคคลที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2548 - 16 ก.ค. 2568 ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด และให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและไม่ถือเป็นผู้เคยกระทำความผิด

ขณะเดียวกันมีเงื่อนไขตามมาตรา 3 ห้ามมิให้นิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ, การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, และการกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 หรือที่เป็นการกระทำความผิดต่อส่วนตัว

เปิดคำพิพากษา 4 คดี ศาลลงโทษทักษิณฐานทุจริตหรือไม่

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำร้องขอของนายทักษิณก่อให้เกิดการตีความและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าเขาต้องคำพิพากษา "คดีทุจริต" ซึ่งเป็น "เงื่อนไขต้องห้าม" ตามกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข

"เราตรวจดูคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ทั้งหมดแล้ว ไม่มีตรงไหนเลยที่ระบุว่ากระทำความผิดฐานทุจริต หรือประพฤติมิชอบ หรือรัฐเสียหายจากการที่ได้เอาเงินของรัฐไป มันเป็นการกล่าวหาเพื่อพยายามโยงมาที่ท่าน ทำไมคุณไม่พิจารณาว่าที่ท่านทำมา คือทำตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงไว้ต่อรัฐสภา แต่กลายเป็นเรื่องไม่ถูกต้องเมื่อมีการยึดอำนาจ ตั้งข้อกล่าวหา และคนที่สอบก็คือฝ่ายตรงข้าม ซึ่งก็ยังอยู่ตรงข้ามมาจนถึงทุกวันนี้" นายวิญญัติกล่าว

ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณยังวิจารณ์กลับต่อบรรดาบุคคลที่ออกมาคัดค้านการขอนิรโทษกรรมของอดีตนายกฯ ว่า ใช้คำพูดบางเบาเพื่อพยายามจะตัดสิทธิทางกฎหมายของคนอื่น และตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการด่วนสรุปเพื่อกีดกันนายทักษิณออกจากกระบวนการหรือไม่

บีบีซีไทยถามว่า "คดีหวยบนดิน" ศาลพิพากษาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วน "คดีให้นอมินีถือหุ้นชินคอร์ป" และ "คดีให้เอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ 4,000 ล้านบาทให้พม่า" ศาลลงด้วยความผิดตามมาตรา 152 แล้วจะตีความอย่างไรว่าไม่ใช่ความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ

นายวิญญัติตอบว่า "เรายื่น เพราะเราหวังให้ตีความไง ไม่ใช่แค่ยื่นมา ก็กันแล้ว ไม่ได้แล้ว จะเอาคำวินิจฉัยของคนบางคนมาเป็นสูตรสำเร็จในการตัดสิทธิคนอื่นไม่ได้ แล้วคณะกรรมการชุดนี้จะมีอำนาจวินิจฉัยเพื่ออะไร เจตนากฎหมายนี้ต้องการให้เกิดความปรองดอง ดังนั้นหวังว่าคณะกรรมการจะใช้หัวใจที่เป็นธรรม ใช้ดุลพินิจด้วยความตระหนักถึงเหตุการณ์ในอดีตมองไปสู่อนาคต พิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยการตีความอย่างกว้าง"

บีบีซีไทยตรวจสอบคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (อม.) ในทั้ง 4 คดี ที่ปรากฏในคำร้องขอนิรโทษกรรมของนายทักษิณ เพื่อทบทวนว่าศาลสั่งลงโทษอดีตนายกฯ ในความผิดฐานใดบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็น "ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ" ยกเว้นคดีแรก

คดีหมายเลขแดงที่ อม. 1/2553 หรือคดีริบทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน (ชั้นพิจารณาอุทธรณ์) 46,373.68 ล้านบาท

ศาลพิพากษาเมื่อ 11 ส.ค. 2553 ยืนยันว่า นายทักษิณยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นบริษัทชินคอร์ป 1,419.49 ล้านหุ้นในระหว่างดำรงตำแหน่งนายกฯ 2 วาระ และได้ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่อันเป็นการ "เอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ปและบริษัทในเครือ" รวม 5 กรณี

ศาลพิพากษาให้เงินที่ได้จากการขายหุ้นและเงินปันผลหุ้น บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น จำนวน 46,373.68 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน ทั้งนี้อาศัยอำนาจตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542

คดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551 หรือคดีสั่งการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) อนุมัติเงินกู้สินเชื่อ 4,000 ล้านบาทให้แก่สหภาพพม่า เพื่อทำโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคม โดยเข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเอง

ศาลพิพากษาเมื่อ 23 เม.ย. 2562 ว่านายทักษิณมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 (เดิม) องค์คณะโดยมติเสียงข้างมากให้จำคุก 3 ปี

ศาลได้หยิบยกคำพิพากษาคดีริบทรัพย์ 46,373.68 ล้านบาท ที่ระบุว่า นายทักษิณ และคุณหญิงพจมาน อดีตภรรยา ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อย่างแท้จริงใน บมจ.ชิน แซทเทลไลท์ และ บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น จึงเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากผลประกอบการของ 2 บริษัทนี้ อันถือเป็นมูลเหตุเพียงพอให้นายทักษิณเร่งสั่งการให้เพิ่มวงเงินปล่อยกู้ให้สหภาพพม่าทั้งที่มีข้อทักท้วงจากกระทรวงการต่างประเทศ การกระทำของนายทักษิณจึงเข้าลักษณะของการ "มีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น"

คำพิพากษาศาล อม. ระบุว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 ไม่มีองค์ประกอบของความผิดหรือมูลเหตุชักจูงใจว่าจะต้องเป็นการเสียหายแก่รัฐหรือเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด แม้นายทักษิณเป็นผู้เห็นชอบสั่งการไปตามขั้นตอนของทางราชการตั้งแต่เริ่มจนแล้วเสร็จ โดยไม่ปรากฏชัดแจ้งว่ามีขั้นตอนใดที่กระทำโดยฝ่าฝืนระเบียบใด แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความผิดของตนได้ เพราะได้เกิด "ความทับซ้อนกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวมขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมของผู้มีตำแหน่งหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติห้ามไว้"

ศาลระบุว่า เมื่อการกระทำของนายทักษิณเป็นความผิดตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นบทเฉพาะดังได้วินิจฉัยมาแล้ว จึงไม่จำต้องปรับบททั่วไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อีก

คดีหมายเลขแดงที่ อม. 5/2551 หรือคดีให้นอมินีถือหุ้น บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นคู่สัญญาต่อหน่วยงานของรัฐ และเข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นในกิจการโทรคมนาคม

ศาลพิพากษาเมื่อ 30 ก.ค. 2563 ว่า นายทักษิณมีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 100 วรรคหนึ่ง (2) และมาตรา 122 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 (เดิม) การกระทำของนายทักษิณเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 โดยองค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมากให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ จําคุก 2 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการเข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สําหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น จําคุก 3 ปี รวมเป็นจําคุก 5 ปี

คดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 หรือคดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว (หวยบนดิน) ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

ศาลพิพากษาเมื่อ 6 มิ.ย. 2562 ว่า นายทักษิณมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 องค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมากให้ลงโทษจำคุก 2 ปี

คำพิพากษาสรุปใจความสำคัญได้ว่า นายทักษิณมีเจตนาจะออกหวยบนดิน โดยไม่คำนึงถึงวัตถุประสงค์ของสำนักงานสลากกินฯ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เมื่อพิจารณารูปแบบของการดำเนินการโครงการ เห็นได้ว่าการแสวงหารายได้และการจ่ายเงินรางวัลของสำนักงานสลากฯ มีลักษณะเช่นเดียวกับการเป็น "เจ้ามือรับกินรับใช้หวยใต้ดิน" ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกฯ ย่อมต้องรู้ว่าเป็นการผิดกฎหมาย

เมื่อพิจารณาเงื่อนไขในการจ่ายรางวัล สลากเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัวเป็นการจำหน่ายสลากตามความต้องการของผู้ซื้อ ไม่มีจำกัดวงเงินในการเล่น และไม่มีจำกัดวงเงินรางวัลที่จะจ่าย ดังนั้นการออกหวยบนดินจึงมีลักษณะเป็นสลากกินรวบ (หวยใต้ดิน) ที่อาจทำให้สำนักงานสลากฯ มีโอกาสขาดทุน และส่งผลกระทบต่อกระทรวงการคลัง ทำให้กระทรวงได้รับความเสียหาย ทั้งนี้คำพิพากษาระบุถึงผลขาดทุน 7 งวด เป็นเงินรวม 1,668.19 ล้านบาท (เงินที่จ่ายให้แก่ผู้ซื้อสลาก) ด้วย

เมื่อพิจารณารายได้จากการจำหน่ายสลาก 123,339.89 ล้านบาท มีการนำเงินรายได้บางส่วนคืนสู่สังคม แต่ไม่ได้นำเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน

องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าการกระทำของนายทักษิณ เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นโดยร่วมกระทำการกับ รมช.คลัง ปลัดกระทรวงการคลัง และ ผอ.กองสลากฯ (ในขณะนั้น) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83

สำหรับมาตรา 152 และ 157 ของประมวลกฎหมายอาญา จัดอยู่ในหมวดความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

มาตรา 152 บัญญัติไว้ว่าผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เนื่องด้วยกิจการนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท

มาตรา 157 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,000-400,000 บาท

การกลับมาของ "ทฤษฎีผลไม้ของต้นไม้พิษ"

บัญชีท้าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข กำหนดให้ความผิดตามกฎหมายรวม 31 ฉบับ เข้าข่ายได้รับอานิสงส์ในการนิรโทษกรรม โดยประกาศและคำสั่ง คปค. อยู่ในลำดับที่ 31 ของบัญชี

ในการต่อสู้คดีของนายทักษิณในชั้นศาล เช่น ในระหว่างพิจารณาคดีเอ็กซิมแบงก์ ทีมทนายความของอดีตนายกฯ เคยร้องว่าคณะกรรมการการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารปี 2549 ตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ขัดแย้งต่อหลักนิติธรรมหรือสิทธิมนุษยชน

แต่ศาลเห็นว่า ประกาศดังกล่าวเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และมิได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือกรณีใดกรณีหนึ่งเป็นการเฉพาะ เมื่อรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 มาตรา 36 ได้บัญญัติรับรองให้ประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 มีผลใช้บังคับได้โดยชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญไว้ชั้นหนึ่งแล้ว และรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ยังมีบทเฉพาะกาลตามมาตรา 309 รับรองการกระทำของ คปค. อีกชั้นหนึ่งด้วย

การกลับมาของ "ทฤษฎีผลไม้ของต้นไม้พิษ" ในคำร้องขอนิรโทษกรรมของนายทักษิณ ได้รับคำอธิบายจากทนายความของอดีตนายกฯ ว่า "ไม่ใช่เอาเรื่องเก่าขึ้นมาใหม่ เพราะเป็นเรื่องคนละกระบวนการ" แต่กำลังชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่กล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม ในเมื่อเป็นต้นเหตุ-ต้นตอเป็นแบบนั้นมา คือเป็นเรื่องการเมือง ผลก็เลยออกมาเช่นนั้น ไม่ต้องอธิบายเยอะ"

ทนายความของนายทักษิณยังบอกด้วยว่า คำร้องของนายทักษิณครอบคลุมเฉพาะคดีที่ศาลมีคำพิพากษาไปแล้วเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงคดีความผิดตามมาตรา 112 ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และการขอรับสิทธิครั้งนี้ไม่ได้ทำไปเพื่อให้กลับมามีคุณสมบัติทางการเมืองหรือเพื่อรับตำแหน่งใด ๆ เนื่องจากนายทักษิณมีอายุมากแล้ว และเพียงต้องการใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างปกติ

ชาญชัยวิเคราะห์เป้าจริง หาทางเลี่ยงจ่ายภาษีหุ้นชินฯ 1.7 หมื่นล้าน

ด้านนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาล อม. ขอให้ไต่สวนการบังคับโทษจำคุกนายทักษิณเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วหรือไม่ หรือที่รู้จักในชื่อ "คดีชั้น 14" แสดงความประหลาดใจว่าเหตุใดนายทักษิณถึงยื่นขอนิรโทษกรรม เนื่องจาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขมีเงื่อนไขชัดเจนว่าห้ามนิรโทษกรรมคดีทุจริต และทุกคดีที่ศาลตัดสินไปแล้วในกรณีนายทักษิณ ไม่ใช่คดีการเมือง

อดีต สส. รายนี้วิเคราะห์เหตุผลในการยื่นคำร้องของนายทักษิณว่ามีความเป็นไปได้ 2 ประการคือ 1. ไม่อยากมีมลทินต่อไป ทั้งที่เขาเคยรับสารภาพ ขออภัยโทษ แล้วได้รับพระมหากรุณาธิคุณอภัยลดโทษให้เหลือ 1 ปี "ตอนนั้นยอมรับผิดหมด ตอนนี้บอกผลไม้พิษ มันย้อนแย้งไหม" และ 2. อาจอยากหาทางเลี่ยงจ่ายภาษีจากการหุ้นชินคอร์ป 17,629 ล้านบาท ตามการประเมินของกรมสรรพากร

"ทีแรกก็หนีไป พอกลับมาไทย (ปี 2566) เขาให้ติดคุก ก็ไม่ยอมติด จนเกิดเรื่องราวมากมายอย่างที่รู้กัน ที่สุดก็ต้องไปติด ตอนนี้พอเขาจะมีนิรโทษกรรม ก็เอาบ้าง ออกมาอีกแล้ว ต้องถามว่าทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร ถ้าให้ผมวิเคราะห์นะ อันนี้มีเป้าหมายอยู่ที่ 1.7 หมื่นล้าน เลยตีรวน มันไม่ได้หรอกครับ เพราะคุณสู้เต็มที่ สู้มา 3 ศาล แล้วคุณแพ้ จนศาลฎีกาตัดสินให้คุณจ่าย ตอนนี้คุณบอกไม่จ่าย" นายชาญชัยกล่าวกับบีบีซีไทย

เหตุที่นายชาญชัยอ้างถึงคดีเก็บภาษีหุ้นชินฯ เพราะนายทักษิณได้ยื่นคำร้องต่อศาลภาษีอากรกลาง ขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว กรณีถูกกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป 17,629 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าศาล อม. ได้สั่งยึดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการขายหุ้นชินคอร์ปให้ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว 46,373 ล้านบาท โดยศาลนัดฟังคำสั่ง 16 พ.ย. นี้

ในระหว่างเบิกความต่อศาลเมื่อ 7 ต.ค. นายทักษิณกล่าวตอนหนึ่งว่า ที่ต้องมานั่งในศาลขณะนี้เพราะตนคือ "ผลไม้ที่เกิดจากต้นไม้ที่เป็นพิษ" จากการปฏิวัติรัฐประหารทางการเมือง การซื้อขายหุ้นไม่ได้ทำให้รัฐเสียหาย แต่ขณะนั้นตนอยู่ต่างประเทศ เมื่อมีคำพิพากษาก็เคารพคำพิพากษา โดยการได้มาซึ่งคำพิพากษาเกิดจากผลไม้เต็มถาดยื่นไปให้ศาล และยังระบุด้วยว่าการดำเนินการของกรมสรรพากรไม่ชอบ

มาตรา 9 ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ระบุว่า การกระทำผิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางแพ่งแก่หน่วยงานรัฐให้การดำเนินคดีทางแพ่งโดยหน่วยงานของรัฐเป็นอันยุติลง และมิให้หน่วยงานของรัฐนั้นฟ้องร้องเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสียหายดังกล่าว

ถ้าศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ใดชำระค่าเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ ให้การชดใช้ค่าเสียหายหรือการบังคับคดีให้หน่วยงายของรัฐเป็นอันยุติลง ทั้งนี้ ไม่กระทบต่อการชำระหนี้หรือการบังคับคดีที่ดำเนินการเสร็จสิ้นไปก่อนแล้ว

นายชาญชัยเตือนคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขให้ใช้ดุลพินิจให้ดี "อย่าทำตัวใหญ่กว่าศาล" เพราะถ้ากล้านิรโทษกรรมให้คดีทุจริตที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ของ พ.ร.บ. นี้ อาจมีผู้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษตามมาตรา 157 ได้

"ไม่มีการคุยกันเลยว่าต้องให้ใครเป็นพิเศษ"

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ในฐานะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ยังไม่เห็นคำร้องของอดีตนายกฯ จึงยังให้ความเห็นไม่ได้ และไม่ควรให้ความเห็นด้วยเพราะต้องเป็นผู้วินิจฉัย

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เรียกประชุมคณะกรรมการนัดแรกไปเมื่อ 21 ก.ย. ซึ่ง รศ.ดร.ยุทธพรบอกว่า "ไม่มีการคุยกันเลยว่าต้องให้ใครเป็นพิเศษ ทุกอย่างว่าไปตามกฎหมาย"

เขาอธิบายด้วยว่า กลไกการนิรโทษกรรม ตามมาตรา 8 มีผลทันทีตั้งแต่ 24 ส.ค. 2569 ซึ่งเป็นวันที่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ หากใครอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ ก็ให้ยุติการสอบสวนหรือฟ้องคดี หากใครอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ก็ให้ศาลยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ หากใครอยู่ระหว่างรับโทษ ราชทัณฑ์ก็ไปร้องขอหมายปล่อยจากศาล แล้วปล่อยตัวออกจากเรือนจำ

"ดังนั้นหากใครไม่ได้ถูกปฏิเสธจากหน่วยงานรัฐ ก็ไม่จำเป็นต้องมาร้องขอที่คณะกรรมการ เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการให้โดยอัตโนมัติอยู่แล้วภายใน 180 วัน แต่ถ้าใครตกหล่น ไม่ได้รับการดำเนินการจากหน่วยงานของรัฐ ทั้งที่ต้องอยู่ในเงื่อนไขนี้ก็สามารถร้องทุกข์เข้ามาได้" รศ.ดร.ยุทธพรกล่าว

กรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งมาโดยการเสนอชื่อของประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ยังไม่ทราบว่ากองทะเบียนประวัติอาชญากรได้ลบประวัติอาชญากรของนักโทษคดีการเมืองไปแล้วหรือไม่อย่างไร ต้องรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งข้อมูลมายังคณะกรรมการชุดใหญ่ว่าได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกต-มีคำเตือนให้คณะกรรมการใช้ดุลพินิจให้ดี อย่าทำตัวใหญ่กว่าศาลนั้น รศ.ดร.ยุทธพรกล่าวว่า "เป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง เพราะคำวินิจฉัยของคณะกรรมการถือเป็นคำสั่งทางปกครอง ใครไม่พอใจ ยังไปร้องศาลปกครองได้อีก ไม่ใช่ไม่มีช่องทาง แม้กฎหมายเขียนให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการถือว่าเป็นที่สุด แต่เป็นที่สุดตาม พ.ร.บ. นี้ ไม่ใช่ที่สุดตามกระบวนการ"