คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วนของเว็บไซต์นี้ซึ่งใช้ข้อมูลน้อยลง ดูเวอร์ชันหลักของเว็บไซต์ที่มีภาพและวิดีโอทั้งหมด

พาฉันไปที่เว็บไซต์หลัก

รัสเซียยกระดับการโจมตี ยูเครนยังต้านทานไม่ถอย

บีบีซีไทยลำดับเหตุการณ์และรายงานสถานการณ์ล่าสุด รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารโจมตียูเครนเข้าสู่วันที่สาม

รายงานสด

  1. สรุปสถานการณ์วันที่ 2 รัสเซียรุกรานยูเครน

    เช้าตรู่วันที่ 25 ก.พ. เกิดเหตุระเบิดทั่วกรุงเคียฟทั้งภาคพื้นดินและบนท้องฟ้า ประชาชนต่างพากันหนีออกนอกเมือง และบางส่วนหลบอยู่ในสถานนีรถไฟใต้ดินและหลุมหลบภัย การรุกรานยูเครนของรัสเซียยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

  2. เพลิงลุกไหม้บนทางหลวงของกรุงเคียฟ

    ในช่วงคืนที่ผ่านมา ช่วงหนึ่งของทางหลวงใกล้กรุงเคียฟกลายเป็นเขตสงคราม โดยวิดีโอชิ้นนี้แสดงภาพเพลิงลุกไหม้

    จากการรายงานของสื่อ มีการบันทึกภาพนี้ได้ใกล้ ๆ สถานีรถไฟใต้ดินแห่งหนึ่งในเมืองซึ่งอยู่ห่างจากอาคารกระทรวงกลาโหมยูเครนแค่ 4 กิโลเมตร

  3. “เป้าหมายการรบวันแรกของรัสเซีย ยังคงอยู่ในมือของยูเครน”

    นายเจมส์ ฮีปพีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้รับหน้าที่ดูแลกองทัพของสหราชอาณาจักร กล่าวในรายการข่าวทางโทรทัศน์ บีบีซี ทูเดย์ ว่าเป้าหมายในการรบวันแรกที่รัสเซียตั้งไว้นั้น ล้วนไม่ประสบผลสำเร็จ โดยพื้นที่ซึ่งรัสเซียต้องการจะบุกยึดครองให้ได้ภายในเมื่อวานนี้ ยังคงอยู่ในการควบคุมของฝ่ายยูเครนเช่นเดิม

    นายฮีปพีย์บอกว่า กองกำลังรัสเซียที่เข้าปฏิบัติการในกรุงเคียฟเมื่อคืนนี้ เป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษและทหารพลร่ม แต่ขบวนยานยนต์ทหารของกองกำลังหลักรัสเซีย ยังคงอยู่ห่างออกไปทางตอนเหนือของนครหลวงยูเครน

    ด้านนายวิทาลี คลิตช์โก นายกเทศมนตรีของกรุงเคียฟ แถลงว่า มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บ 35 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีเด็ก 2 คนด้วย พร้อมทั้งยืนยันว่าขณะนี้ไม่มีกองทหารรัสเซียขนาดใหญ่เหลือให้เห็นในกรุงเคียฟแล้ว แต่กลุ่มที่แฝงตัวบ่อนทำลายของรัสเซีย ยังคงมีความเคลื่อนไหวอยู่

  4. อะพาร์ตเมนต์ในกรุงเคียฟถูกยิงด้วยขีปนาวุธ

    เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (26 ก.พ.) อาคารสูงซึ่งเป็นอะพาร์ตเมนต์ที่พักอาศัยของพลเรือนแห่งหนึ่ง ในบริเวณใกล้สนามบินซูเลียนี (Zhuliany) ของกรุงเคียฟ ถูกขีปนาวุธยิงโจมตี 2 ครั้ง ทำให้ห้องพักด้านหนึ่งของตัวอาคารเสียหายย่อยยับถึง 5 ชั้น โดยไม่มีการยืนยันว่าเป้าหมายที่แท้จริงของขีปนาวุธนั้นคืออะไร

    เจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บที่แน่นอน โดยยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ แต่ได้มีการอพยพผู้คนออกจากอาคารดังกล่าวแล้ว

  5. ฝรั่งเศสจัดส่งอาวุธให้ยูเครน

    ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เผยแพร่ข้อความทางทวิตเตอร์ หลังผ่านพ้นคืนแห่งการสู้รบอย่างหนักหน่วงคืนแรกไปได้ โดยระบุว่าขณะนี้อาวุธยุทโธปกรณ์และความช่วยเหลือจากชาติพันธมิตร กำลังถูกส่งเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

    “วันใหม่ของแนวรบทางการทูต เริ่มต้นด้วยการพูดคุยกับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส อาวุธยุทโธปกรณ์จากหุ้นส่วนของเรากำลังจะมาถึงยูเครน พันธมิตรต้านสงครามกำลังเดินหน้าทำงาน”

  6. กรุงเคียฟ หลังการสู้รบระหว่างยูเครน-รัสเซีย

    เจ้าหน้าที่ยูเครนเข้าสำรวจพื้นที่และเก็บกู้กระสุนปืนใหญ่ที่ยังไม่ระเบิดในกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน หลังเกิดการสู้รบกันอย่างหนักเมื่อช่วงเช้าวันที่ 26 ก.พ.

  7. รัสเซียประกาศยึดเมืองเมลิโทปอลได้แล้ว

    กระทรวงกลาโหมของรัสเซียแถลงว่า สามารถยึดเมืองเมลิโทปอล (Melitopol) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครนเอาไว้ได้แล้ว หลังมีการยกพลขึ้นบกด้วยยานยนต์ทหารแบบสะเทินน้ำสะเทินบกที่เมืองแห่งนี้ รวมทั้งที่เมืองมารียูปอลซึ่งอยู่ใกล้เคียงและเป็นเมืองท่าสำคัญของยูเครน โดยมีการยิงต่อสู้กันอย่างหนักตลอดคืนที่ผ่านมา

    เมืองเมลิโทปอลเป็นเมืองขนาดกลางที่มีประชากรชาวยูเครนอยู่ราว 150,000 คน นับเป็นเมืองสำคัญแห่งแรกที่รัสเซียเข้ายึดครองได้ หลังเปิดฉากบุกโจมตียูเครนเมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา

  8. รัสเซียยกระดับการโจมตี ยิงขีปนาวุธจากทะเลดำ

    มีรายงานเข้ามาหลายกระแสว่า กองทัพรัสเซียยกระดับการโจมตียูเครนให้หนักหน่วงขึ้นในแนวรบหลายด้าน โดยมีการยิงขีปนาวุธจากเรือรบในทะเลดำ และเพิ่มการโจมตีทางอากาศในเมืองหลายแห่ง

    เหตุยกระดับการโจมตีครั้งนี้ อาจเนื่องมาจากแผนเผด็จศึกโค่นล้มรัฐบาลยูเครนในคืนที่ผ่านมาล้มเหลว โดยมีรายงานว่ากองทัพยูเครนสามารถต้านทานการบุกโจมตีไว้ได้ในหลายเมือง รวมทั้งในกรุงเคียฟที่ทางการยูเครนอ้างว่า ทหารหน่วยหนึ่งของตนสามารถขับไล่กองกำลังรัสเซียที่โจมตีฐานทัพชานเมืองและถนนสายใหญ่แห่งหนึ่ง ให้ต้องล่าถอยกลับไปได้สำเร็จ

    พอล อดัมส์ ผู้สื่อข่าวสายการทูตของบีบีซีรายงานว่า ขณะนี้หลายฝ่ายต่างหวั่นเกรงเรื่องประธานาธิบดีปูตินจะใช้มาตรการทางทหารที่รุนแรงขั้นเด็ดขาด เพื่อเร่งเผด็จศึกยูเครนให้ได้โดยเร็วที่สุด มิฉะนั้นสถานะทางการเมืองภายในประเทศของเขาจะสั่นคลอนอย่างมาก

    เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติและการป้องกันประเทศของยูเครนแถลงว่า กองทัพยูเครนยังคงควบคุมสถานการณ์ในกรุงเคียฟเอาไว้ได้อยู่ หลังจากทำทุกวิถีทางเพื่อต้านทานทหารรัสเซีย

    ส่วนกองทัพยูเครนอ้างว่า สามารถสังหารทหารรัสเซียไปได้แล้วถึง 3,500 คน รวมทั้งจับเป็นเชลยได้อีก 200 คน สามารถทำลายเครื่องบินของศัตรูได้ 14 ลำ เฮลิคอปเตอร์ 8 ลำ และรถถังอีก 102 คัน

  9. ผู้นำยูเครนปฏิเสธข้อเสนอสหรัฐฯ ช่วยพาหนีออกนอกประเทศ

    สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ได้ปฏิเสธข้อเสนอจากทางการสหรัฐฯ ที่จะช่วยนำตัวเขาและครอบครัวเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อหลบหนีการไล่ล่าของกองกำลังรัสเซีย

    เจ้าหน้าที่ข่าวกรองระดับสูงบอกกับเอพีว่า นายเซเลนสกีกล่าวปฏิเสธความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ อย่างห้าวหาญ “การสู้รบอยู่ที่นี่ ผมต้องการกระสุนปืนไว้ยิงต่อสู้ ไม่ใช่เที่ยวบินโดยสาร”

    ผู้นำยูเครนได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างมาก หลังเผยแพร่คลิปวิดีโอที่บันทึกเอง เพื่อแสดงตัวว่าเขาและคนใกล้ชิดยังคงอยู่ในกรุงเคียฟและจะสู้ต่อไปไม่ถอย “เมื่อข้าศึกบุกมาโจมตีเรา มันจะมองเห็นหน้าเรา ไม่ใช่เห็นแผ่นหลัง”

  10. รัสเซียจำกัดการเข้าถึงเฟซบุ๊ก

    รัสเซียประกาศจำกัดการเข้าถึงเฟซบุ๊ก โดยกล่าวหาว่าสื่อสังคมออนไลน์ยักษ์ใหญ่แห่งนี้ “เซ็นเซอร์” และละเมิดสิทธิและเสรีภาพของพลเมืองรัสเซีย จากการจำกัดการเข้าถึงสื่อรัสเซีย

    ขณะที่เมต้า บริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก ระบุผ่านทวิตเตอร์ว่า รัฐบาลรัสเซียสั่งให้เราหยุดการตรวจสอบข้อมูลจากองค์กรอิสระ และการติดป้ายเตือนเนื้อหาที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กโดยสื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลรัสเซีย 4 สำนัก ซึ่งเมต้าได้ปฏิเสธ รัสเซียจึงประกาศว่าจะจำกัดการเข้าถึงบริการของเฟซบุ๊ก

    ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหนึ่งวันหลังจากรัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารโจมตียูเครนเมื่อ 24 ก.พ.

    ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าการจำกัดการเข้าถึงครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงแพลตฟอร์มอื่น ๆ ของเมต้า เช่น วอตส์แอป, เฟซบุ๊ก แมสเซ็นเจอร์ และอินสตาแกรม ด้วยหรือไม่

    เมื่อวันพฤหัสบดี (24 ก.พ.) เมต้าระบุว่า ได้จัดตั้ง “ศูนยปฏิบัติการพิเศษ” เพื่อติดตามเนื้อหาเกี่ยวกับความขัดแย้งในยูเครน

  11. มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ มีช่องโหว่ รัสเซียยังลอยตัว

    สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นายดั๊ก เจคอบสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการค้าที่กรุงวอชิงตันของสหรัฐฯ แสดงความเห็นว่ามาตรการคว่ำบาตรโดยงดส่งออกสินค้าอเมริกันหลายรายการไปยังรัสเซียนั้น ยังคงมีรายการสินค้าที่เป็นข้อยกเว้นอยู่จำนวนมาก ซึ่งสินค้าที่สหรัฐฯ จะยังคงส่งออกไปตลาดรัสเซียเหล่านี้ ทำให้มาตรการคว่ำบาตรอ่อนประสิทธิภาพลง จนไม่ได้ส่งผลกระทบหนักหน่วงต่อรัสเซียเท่าใดนัก

    ตัวอย่างของสินค้าที่เป็นข้อยกเว้นดังกล่าว ได้แก่ โทรศัพท์มือถือสำหรับพลเรือนใช้ อุปกรณ์บางอย่างสำหรับขุดเจาะบ่อน้ำมันดิบ และชิ้นส่วนอะไหล่เพื่อความปลอดภัยของอากาศยาน

    ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ว่า ปริมาณการส่งออกสินค้าของสหรัฐฯไปยังรัสเซียนั้นไม่มากนัก โดยอยู่ในระดับต่ำกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2020

  12. เริ่มปะทะยิงต่อสู้กับทหารรัสเซียตามท้องถนน

    สำนักข่าวอินเตอร์แฟกซ์ (Interfax) ที่เป็นของยูเครนรายงานว่า เกิดการปะทะยิงต่อสู้กับทหารรัสเซียขึ้นตามท้องถนนในกรุงเคียฟแล้ว ทั้งยังเตือนให้ประชาชนอยู่แต่ในที่หลบภัย อย่าเข้าใกล้ระเบียงหรือประตูหน้าต่างโดยเด็ดขาด

  13. สถานที่สำคัญของโลกสว่างไสว ร่วม “เป็นหนึ่งเดียว” กับยูเครน

    สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงทั่วโลกพร้อมใจกันประดับไฟด้วยสีประจำธงชาติของยูเครน เพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับประเทศที่ถูกรุกราน

  14. กลาโหมอังกฤษชมยูเครนแกร่ง ต้านทานรัสเซียอย่างแข็งขัน

    รายงานข่าวกรองจากกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักรแจ้งว่า กองทัพยูเครนยังคงสามารถรักษาเมืองใหญ่หลายแห่งเอาไว้ได้ แม้จะพบกับการระดมโจมตีหลายครั้งจากกองทัพรัสเซีย

    แถลงการณ์ล่าสุดของกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักรระบุว่า “แม้รัสเซียจะเป็นฝ่ายได้เปรียบในหลายแนวรบรอบกรุงเคียฟในขณะนี้ แต่ก็ต้องพบกับ “การต่อต้านที่แข็งแกร่ง” จากกองกำลังยูเครน”

    นอกจากนี้ยังมีรายงานล่าสุดจากทางการยูเครนว่า สามารถต่อสู้ขับไล่ทหารรัสเซียที่โจมตีฐานทัพแห่งหนึ่งใกล้กรุงเคียฟให้ล่าถอยไปได้ อย่างไรก็ตาม หน่วยข่าวกรองอังกฤษแจ้งว่า รัสเซียยกพลขึ้นบกด้วยพาหนะสะเทินน้ำสะเทินบกที่เมืองมารียูปอลและเมืองเมลิโทปอลทางตอนใต้ของยูเครนด้วย

  15. เลขาธิการยูเอ็นขอโอกาสให้สันติภาพ

    นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า “สันติภาพจะต้องได้รับโอกาสอีกครั้ง” ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เมื่อ 25 ก.พ. ที่รัสเซียใช้สิทธิยับยั้งหรือวีโต้ คัดค้านร่างข้อมติของยูเอ็นที่เตรียมประณามการรุกรานยูเครนของรัสเซียอย่างเป็นทางการ

    รัสเซียเป็นสมาชิกถาวรของยูเอ็นเอสซี

    “ยูเอ็นก่อกำเนิดจากสงครามเพื่อยุติสงคราม วันนี้เป้าหมายนั้นยังไม่บรรลุ แต่เราต้องไม่ยอมแพ้ เราต้องให้โอกาสแก่สันติภาพอีกสักครั้ง” เลขาธิการยูเอ็นทวีตข้อความ

  16. แม่ชาวยูเครนคลอดลูกน้อย ขณะหลบภัยที่สถานีรถไฟใต้ดิน

    แม้จนขณะนี้สถานีรถไฟใต้ดินทุกแห่งในกรุงเคียฟ ยังคงเปิดรับชาวเมืองที่มุ่งหน้ามาหาที่หลบกระสุนปืนใหญ่ของกองกำลังรัสเซีย โดยแอปพลิเคชันเทเลแกรม (Telegram) ที่บรรดาชาวเมืองผู้หลบภัยใช้สื่อสารกัน เผยแพร่ภาพทารกแรกเกิด ซึ่งลืมตาดูโลกระหว่างที่แม่หลบภัยในสถานีรถไฟใต้ดินแห่งหนึ่ง

    สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) คาดการณ์ว่า จะมีชาวยูเครนถึง 5 ล้านคน ต้องอพยพหนีภัยออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยขณะนี้มีชาวยูเครนถึงอย่างน้อย 100,000 คนแล้วที่ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น ครึ่งหนึ่งในจำนวนนี้เดินทางออกจากบ้านในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทางการโปแลนด์รายงานว่า ได้รับตัวผู้ลี้ภัยจากยูเครนไว้แล้วถึง 35,000 คน และกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ

  17. สถานการณ์สู้รบล่าสุด

    มีรายงานเหตุระเบิดเข้ามาจากทั่วกรุงเคียฟ โดยมีผู้ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นบริเวณใกล้จัตุรัสไมดาน และย่านทรอยเยชไชนา (Troieshchyna) ซึ่งที่จริงแล้วเป็นเสียงของกระสุนปืนใหญ่ที่ฝ่ายรัสเซียยิงโจมตี

    สื่อยูเครนรายงานว่า มีเสียงระเบิดดังขึ้นถึง 50 ครั้ง พร้อมกับมีเสียงปืนยิงต่อสู้อย่างหนัก บริเวณใกล้กับสวนสัตว์กรุงเคียฟและย่านชูเลียฟกา (Shuliavka)

    ผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์รายงานว่า การโจมตีกรุงเคียฟในขณะนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นการระดมยิงปืนใหญ่เข้ามาจากหลายทิศทาง

    มีรายงานการต่อสู้ที่สถานีจ่ายไฟฟ้า CHP-6 ของย่านทรอยเยชไชนาด้วย ซึ่งสื่อยูเครนเชื่อว่าเป็นความพยายามของกองกำลังรัสเซีย ที่ต้องการตัดกระแสไฟฟ้าในกรุงเคียฟให้ดับลงให้ได้มากที่สุด

  18. สวัสดีผู้ติดตามบีบีซีไทย

    ขอนำท่านเข้าสู่การรายงานสด เหตุการณ์รัสเซียโจมตียูเครนต่อเนื่องเป็นวันที่สาม ขณะนี้ชาวยูเครนจำนวนมากในกรุงเคียฟกำลังหลบภัยอยู่ในสถานีรถไฟใต้ดิน หรือพากันมุ่งหน้าออกนอกนครหลวงเพื่อหนีการสู้รบไปยังเมืองอื่น ๆ และประเทศเพื่อนบ้าน ท่ามกลางรายงานว่าทหารรัสเซียเข้าถึงนครหลวงของยูเครนแล้ว และกำลังรุกคืบเข้าสู่เขตศูนย์กลางที่ทำการรัฐบาล