"เขาบอกว่าน้ำจะไม่มี ชาวนาก็เลยรีบทำนากัน" ชาวนาอยุธยาอ่วมถูกน้ำท่วมช่วงที่พยากรณ์ว่าจะเกิดภัยแล้ง

Published
เวลาอ่าน: 11 นาที

ตั้งแต่เมื่อช่วงกลางปี ชาวนาใน ต.มารวิชัย อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับคำเตือนว่าช่วงปลายปี 2569 จะเกิดภาวะแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) พวกเขาจึงตัดสินใจหว่านข้าวเร็วขึ้นหวังเก็บเกี่ยวก่อนแล้ง แต่ตอนนี้นาข้าวเหล่านี้ถูกน้ำท่วมมิดมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.ย.

"[มีคำเตือนว่า]น้ำจะไม่มี ฝนก็จะแล้ง ก็เลยบอกกับลูกว่าเราทำนาสักรุ่นเถอะ เราจะได้เก็บเกี่ยวจะได้เอามาลงทุนรุ่นใหม่... พอข้าวกำลังสวย พอใส่ปุ๋ย ฉีดยา ทีนี้ฝนมันเริ่มตก ตกถี่ ๆ บางทีสามวันสามคืน แล้วตกไม่ใช่เม็ดเล็ก ๆ เม็ดใหญ่ ๆ" นางทองดี บุญศิริ เกษตรกรชาว อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา บอกกับบีบีบีซีไทย

ไร่นาราว 10 ไร่ ที่เกษตรกรวัย 80 ปีรายนี้เช่ามาหว่านข้าวหวังทำกำไร ปัจจุบันจมอยู่ใต้น้ำลึก 3 เมตร มานานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว

ชาวนาในพื้นที่อีกรายบอกกับบีบีซีไทยเช่นกันว่า เขาตัดสินใจหว่านข้าวนอกฤดูเพราะกลัวภัยแล้งท้ายปีตามคำเตือนของทางการ แต่ตอนนี้นาข้าวของเขาก็ถูกน้ำท่วมมิดเช่นกัน

"พอเกี่ยวหนสองแล้ว เราก็ว่างไปอีกประมาณเดือนสองเดือนพอจะทำนาได้ เราก็เลยทำ แล้วเขาบอกว่าน้ำจะไม่มี ชาวนาก็เลยทำนาเพราะมันว่าง กว่าจะปีใหม่ก็ว่างอยู่ตั้ง 4-5 เดือน… เอลนีโญอะไรของเขา เตรียมให้ชาวบ้านรับภัยแล้ง" นายภูนนท์ ชางเนียม ชาวนาใน อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา บอกกับบีบีซีไทย

เขาเสริมด้วยว่าตนเป็น "คนรุ่นใหม่" นับเป็นรุ่นที่สี่ของตระกูลที่ทำอาชีพชาวนา แต่ก็ไม่ทราบแน่ชัดว่า "เอลนีโญ" คืออะไร

ด้าน ดร.ธนพล พิมาน หัวหน้าฝ่ายบริหารจัดการน้ำจากสถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม (Stockholm Environment Institute – SEI) บอกกับบีบีซีไทยว่า เหตุน้ำท่วมบริเวณภาคกลางผิดจากที่คาดไว้ว่าวิกฤตซูเปอร์เอลนีโญจะทำให้พื้นที่เกิดภัยแล้ง

"ซูเปอร์เอลนีโญตามวิชาการมันเริ่มตั้งแต่มิถุนายนหรือกรกฎาคมแล้ว แต่คราวนี้ความยากที่ผมมองคือความไม่แน่นอนมันสูง ปกติเราเข้าใจว่าซูเปอร์เอลนีโญมันจะทำให้เกิดภัยแล้ง… ทำให้หลายภาคส่วนเตรียมการเพื่อที่จะรองรับภัยแล้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำหรือเกษตร แต่กลายเป็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันกลายเป็นอีกข้างหนึ่งเลย คือฝนตกแช่ ฝนตกหนัก"

นักวิชาการรายนี้ระบุด้วยว่าแม้ไม่ได้เกิดภัยแล้งตามคาด แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่านี่ก็คือผลกระทบของเอลนีโญที่ทำให้สภาพอากาศแปรปรวนหนักจนแทบคาดการณ์ไม่ได้

"เตือนเราสักหน่อย เราก็จะได้ไม่ทำ[นา]"

ย้อนไปเมื่อเดือน มี.ค. สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ออกประกาศขอความร่วมมือเกษตรกรงดปลูกข้าวนาปรัง รอบสอง เนื่องจากคาดการณ์ว่าน้ำต้นทุนในเขื่อนมีจำกัด

"ประชาสัมพันธ์ถึงพี่น้องเกษตรกรขอความร่วมมือพิจารณาสถานการณ์น้ำ ก่อนตัดสินใจทำนาปรังรอบที่ 2 โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เหตุผลสำคัญที่ขอความร่วมมือเพื่อป้องกันการขาดแคลนน้ำ ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักมีจำกัดในช่วงฤดูแล้ง"

หนึ่งในบุคคลการเมืองที่ออกมาเตือนเรื่องภัยแล้ง คือนายปะดิธ สังขจาย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จ.พระนครศรีอยุธยา เขต 5 พรรคภูมิใจไทย ที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อ 9 ส.ค. ว่าปีนี้อยุธยาจะไม่เกิดเหตุน้ำท่วมแน่นอน

"ย้ำนะครับปีนี้ 2569 น้ำไม่ท่วมแน่นอน เกษตรกรเตรียมตัวรับมือภัยแล้ง" นายปะดิธ ระบุเมื่อเดือน ส.ค.

ขณะเดียวกัน นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ก็ได้โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 9 ส.ค. เช่นกัน ระบุว่าได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง ครั้งที่ 1/2569 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมเตือนภัยแล้งปลายปีจากภาวะซูเปอร์เอลนีโญ และแนะนำเกษตรกรให้เร่งกักเก็บน้ำ

"เตือนภัยแล้งปลายปีจากภาวะซูเปอร์เอลนีโญ ขอให้ทุกฝ่ายและประชาชนช่วยกันกักเก็บน้ำไว้ตั้งแต่วันนี้ พร้อมเสนอให้เร่งทำ 'ฝนหลวง' ในช่วงปลายฤดูฝนที่ยังมีความชื้น เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนที่ยังขาดแคลน" นายวราวุธ ระบุในโพสต์ดังกล่าวในช่วงต้นเดือน ส.ค.

แผนการปลูกข้าวเหลื่อมเวลาในพื้นที่ลุ่มต่ำ จ.พระนครศรีอยุธยา ปีการผลิต 2569/70 ที่ประกาศโดยสำนักงานเกษตรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระบุไว้ว่ารอบปลูกข้าวนาปี (รอบที่ 1) คือช่วง 15 เม.ย.-30 ก.ย. 2569 และรอบปลูกข้าวนาปรัง (รอบที่ 2) ช่วง 1 ธ.ค. 2569-30 เม.ย. 2570

แต่เนื่องจากมีการประชาสัมพันธ์เตือนเรื่องภัยแล้งท้ายปี ชาวนาบางส่วนใน ต.มารวิชัย อ.เสนา จ.พระครศรีอยุธยา จึงกังวลว่าจะขาดรายได้นาน และเชื่อว่าในเดือน ส.ค.-ก.ย. จะยังพอมีน้ำพอปลูกข้าวและไม่มีน้ำท่วม จึงเริ่มหว่านข้าวก่อนฤดูกาล

แต่ช่วงปลายเดือน ก.ย. กลับมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ของ จ.พระนครศรีอยุธยา ทำให้น้ำเริ่มท่วมขังไร่นาบางแห่งของเกษตรกร ก่อนที่กรมชลประทานแจ้งเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงเอ่อล้นตลิ่งเข้าบ้านเรือนและไร่นาของประชาชน

"เตือนเราสักหน่อยเราก็จะได้ไม่ทำ[นา] เตือนว่าฝนปีนี้จะชุกนะน้ำจะมานะ เราก็จะได้ไม่ทำ โถ ทำทีมันเหนื่อยนะลูก" นางทองดี บุญศิริ เกษตรกรใน อ.เสนา บอกกับบีบีซีไทย

ด้าน นายภูนนท์ เกษตรกรอีกรายจาก ต.มารวิชัย อ.เสนา ก็บอกเช่นกันว่าเขาเลือกทำนาก่อนฤดูกาลเพราะคำเตือนภัยแล้งของรัฐบาล แต่กลายเป็นว่ามีฝนตกหนัก ผนวกกับการปล่อยน้ำเข้าไร่นาเร็วกว่ากำหนด ทำให้พื้นที่เกษตรของเขาเสียหายทั้งหมด

"เขาบอกว่าน้ำไม่มี ให้ทำ[นา]กันได้เลย เขาก็พูดปาว ๆ ไปว่าน้ำไม่มี เขาก็มั่นใจ จากเอลนีโญอะไรของเขา เตรียมให้ชาวบ้านรับภัยแล้ง... ผมก็รีบทำนาเพื่อที่ว่าเราทำก่อน เราก็ได้น้ำได้เกี่ยวก่อน... แต่ก็ดันมาเจอน้ำฝน ฝนตกหนัก 3 วันติด ๆ สามวันสามคืน แล้วทีนี้เขาก็ปล่อยน้ำมา ตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วครับ" เกษตรกรวัย 37 ปี บอก

นายภูนนท์ทำนาไปทั้งหมด 30 ไร่ ลงทุนไปราว 130,000 บาท แต่ตอนนี้รวงข้าวของเขาต่างถูกศัตรูพืชกัดกิน

นายฐิติวัฒน์ กลีบมาลัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมารวิชัย กล่าวกับบีบีซีไทยในฐานะตัวแทนเกษตรกรในพื้นที่ว่า พี่น้องชาวนาคำนวณความเสี่ยงการปลูกข้าวตามประกาศของทางการ แต่เพราะมีการประชาสัมพันธ์ผิดพลาดจึงได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า

"พี่น้องชาวนาจะเก็บเกี่ยวกันเสร็จก็คือสิงหาคม เขาก็จะคำนวณแล้วว่าเดี๋ยวจะน้ำมา เขาก็จะหยุดทำนา พอปีนี้เขามาสื่อสารกันว่าจะแล้ง พอชาวนาเกี่ยวเสร็จสิงหาคม เขาก็ตัดสินใจทำต่อเลย" นายฐิติวัฒน์ กล่าว

เขาบอกด้วยว่าช่วงที่ฝนตกหนักปลายเดือน ก.ย. ข้าวของพี่น้องเกษตรกร ต.มารวิชัย กำลังจะสุกใกล้จะได้เก็บเกี่ยวในอีกไม่กี่วัน แต่น้ำฝนบวกกับการจัดการการระบายน้ำของกรมชลประทานก็ทำให้พื้นที่การเกษตรของพวกเขาเสียหายหนัก

"น้ำฝนเราก็ยังพอรับได้ ยังพอกั้นกันได้อยู่ แล้วมันมาเกิดกับการจัดการของระบบชลประทาน เขาได้เปิดน้ำลงทุ่ง พอเปิดลงทุ่งข้าวพี่น้องชาวนาเรากำลังจะเก็บเกี่ยว เราก็ทักท้วงให้ชะลอ เขาก็ไม่ได้ฟัง ปล่อยน้ำออกมาอย่างเดียว จนเริ่มจมลงทีละรายสองราย"

จากการรวบรวมข้อมูลขององค์การบริหารส่วนตำบลมารวิชัย เหตุอุทกภัยในพื้นที่ ต.มารวิชัย และ ต.ชายนา อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ทำนาข้าวของเกษตรกรได้รับความเสียหายอย่างน้อย 584 ไร่ ชาวนาได้รับผลกระทบรวมแล้ว 36 ราย

แต่นายฐิติวัฒน์ บอกด้วยว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านั้นมาก เพราะมีเกษตรกรบางรายยังไม่ได้รายงานความเสียหายเข้ามา

เอลนีโญคืออะไร ?

เอลนีโญ เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์สภาพภูมิอากาศตามธรรมชาติที่เรียกรวมกันว่า "ความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้เอลนีโญ" (El Niño Southern Oscillation: ENSO)

ปรากฏการณ์นี้มีสองสถานะตรงกันข้าม ประกอบด้วย เอลนีโญและลานีญา ทั้งสองสถานะส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ใช่ทุกเหตุการณ์จะนำไปสู่ผลลัพธ์แบบเดียวกัน และผลกระทบแตกต่างกันไปแล้วแต่ภูมิภาค

อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์สังเกตการณ์ผลกระทบว่าอุณหภูมิของโลกโดยทั่วไปจะเพิ่มขึ้นในช่วงที่มีปรากฏการณ์เอลนีโญ แต่จะลดลงในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์ลานีญา

ปรากฏการณ์เอลนีโญจะทำให้กระแสน้ำอุ่นจะกระจายออกไปกว้างกว่าเดิม และจะอยู่ใกล้กับผิวน้ำมากขึ้นกว่าเดิม สิ่งนี้ส่งผลให้มีการปล่อยความร้อนสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น ทำให้อากาศชื้นและร้อนขึ้น

ส่วนช่วงที่เกิดปรากฏการณ์ลานีญา ลมตะวันออกไปตะวันตกตามปกตินี้จะแรงขึ้น ผลักให้กระแสน้ำอุ่นให้ไปทางตะวันตกมากขึ้น กระบวนการนี้ทำให้น้ำเย็นจากด้านล่างของมหาสมุทรดันตัวขึ้นมาด้านบน ส่งผลให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณแปซิฟิกตะวันออกเย็นกว่าปกติ

ขณะที่เมื่อเดือน ก.ย. อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น (UN) ได้ออกมาเตือนว่า โลกได้เข้าสู่ "เขตอันตรายของสภาพอากาศสุดขั้ว" แล้ว เนื่องจากผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญเริ่มปรากฏให้เห็นทั่วโลก

ด้านองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (The World Meteorological Organization - WMO) เผยแพร่ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทางสภาพอากาศนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเอลนีโญรอบนี้อาจรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 70 ปี และอาจคงอยู่ไปจนถึงเดือน ก.พ. 2027 เป็นอย่างน้อย

เหตุใดการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนปีนี้จึงผิดพลาด

ดร.ธนพล อธิบายกับบีบีซีไทยว่า โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่มักมีความเข้าใจว่าเอลนีโญจะทำให้เกิดภัยแล้ง ซึ่งนำไปสู่ความมั่นใจมากเกินไปและเตรียมการเฉพาะกรณีหากเกิดภัยแล้งเท่านั้น

"คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า [เอลนีโญ]จะทำให้แล้งหนัก เพราะฉะนั้นที่เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก ทำให้ผม เอ๊ะ ตรงนี้อาจจะเป็นสิ่งที่เรามั่นใจจนเกินไปว่ามันจะแล้ง ทำให้หลาย ๆ ภาคส่วนเตรียมการรองรับภัยแล้ง... แต่ปรากฏว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันกลายเป็นอีกข้างหนึ่งเลย"

นักวิชาการไทยจากสถาบันวิจัยของสวีเดนรายนี้บอกว่า ปรากฏการณ์ฝนตกแช่เมื่อช่วงปลายเดือน ก.ย. แม้จะถือว่าผิดคาด แต่ก็นับเป็นผลกระทบรูปแบบหนึ่งของปรากฏการณ์เอลนีโญ นั่นคือการที่รูปแบบสภาพอากาศมีความแปรปรวนสูง

"ฝนที่ตกมันไม่ได้เกิดจากพายุเลย ที่เราท่วมกันมันเป็นแค่จากร่องมรสุม ฉะนั้นการที่ร่องมรสุมมันไม่เคลื่อนที่อันนี้มันมีคำถามเชิงวิทยาศาสตร์... แม้ฝนตามร่องมรสุมเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้คือระยะเวลาที่ฝนจะแช่ จำเป็นต้องติดตามและทำงานวิจัยมากขึ้น" เขาระบุ

เขากล่าวต่อไปว่าสาเหตุที่การพยากรณ์ทำได้ยากขึ้น เป็นเพราะความแปรปรวนจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ที่ส่งผลให้อุณภูมิโลกสูงขึ้นขณะที่อุณภูมิน้ำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เย็นลง

"เอลนีโญจะส่งผลให้น้ำอุณภูมิสูงขึ้นในฝั่งอเมริกาใต้ ทำให้น้ำระเหยมากขึ้นและเกิดฝนตกหนัก แต่กลับกันในไทยอุณภูมิน้ำจะเย็นขึ้นทำให้ไม่เกิดฝน เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงหรือเกิดภัยแล้ง แต่ตอนนี้พอมันเป็นซูเปอร์เอลนีโญขึ้นมา อุณภูมิ[โลก]ที่สูงขึ้นทำให้การระเหย หรือระบบไอน้ำในบรรยากาศมันพยากรณ์ยากมากขึ้น" เขาอธิบาย

อย่างไรก็ตาม หัวหน้าฝ่ายบริหารจัดการน้ำจาก SEI บอกด้วยว่ากลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากความแปรปรวนก็หนีไม้พ้นภาคการเกษตร

"สิ่งที่จะกระทบอันดับแรกเลยช่วงที่ผ่านมา น้ำท่วมก็คือเกษตรกรโดนไปก่อนแล้ว ซึ่งตรงนี้ใช้คำว่ามันผิดคาดไปเลย จากที่เขาคิดว่ามันจะแล้ง กลายเป็นว่าการเตรียมตัวเฝ้าระวัง ความกังวล ไม่ได้เกี่ยวกับน้ำท่วมเลย" เขาเสริม

อย่างไรก็ตาม ดร.ธนพล กล่าวต่อไปว่าสิ่งสำคัญต่อจากนี้คือการพิจารณาถึงความไม่แน่นอนของผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่อาจมีความแตกต่างกันไปตามพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อน

"มันเป็นสิ่งที่เราต้องพิจารณาในอนาคตให้ดีขึ้น ก็คือต้องดูเรื่องความไม่แน่นอนด้วยว่ามันอาจเกิดความผันแปรทางสภาพภูมิอากาศได้ทั้งสองด้าน... ที่ผมยังไม่อยากฟันธงว่าเอลนีโญจะเกี่ยวกับภัยแล้ง 100% ก็คือผลกระทบพวกนี้แตกต่างกันในเชิงพื้นที่" เขาระบุ

ชาวนาในพื้นที่ ต.มารวิชัย อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ประสานเสียงกันว่าพวกเขาสังเกตเห็นรูปแบบของฝนและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ว่ามีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้การทำนาเป็นไปอย่างยากลำบาก

"มันเดาไม่ได้ เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวมีฝน เดี๋ยวแดดแจ๋...[ทำนา]ยาก เช่นว่าจะฉีดยาฆ่าแมลง พอฉีดไป ฝนตกก็ล้างยาออกอีกแล้ว มันก็ต้องฉีดใหม่อีก" นางทองดีบอก

"รู้สึกว่าปีนี้ลำบาก อากาศมันไม่อำนวย ฝนฟ้าตกไม่ตามฤดูกาล นึกจะตกก็ตก" เธอเสริม

ด้าน นายภูนนท์ ก็บอกเช่นกันว่าแต่ละปีสภาพอากาศไม่แน่นอน ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ เช่นในปีนี้ฝนมาเร็วกว่าฤดูกาล

"บางทีน้ำก็ท่วมมากท่วมน้อย เราก็คาดหวังอะไรไม่ได้... ธรรมดาน้ำจะท่วมปลายตุลาคม แต่ปีนี้น้ำมันมาก่อน มาตั้งแต่ปลายกันยายน" นายภูนนท์ บอก

กระทบผลผลิตข้าวไทยยังไม่มาก แต่ชาวนา "หนี้สินพะรุงพะรัง"

แม้เหตุอุทกภัยจะกระทบไร่นาของพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จำนวนมาก แต่สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุว่าเหตุน้ำท่วมปีนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวไทยมากนัก

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยกับสำนักข่าวฐานเศรษฐกิจ เมื่อ 5 ต.ค. ว่าสถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้ส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวไทยในระดับน้อยมาก

ข้อมูลจากศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า มีพื้นที่นาข้าวได้รับผลกระทบจากอุทกภัยประมาณ 1.3 ล้านไร่ แต่พื้นที่ที่เสียหายสิ้นเชิงมีเพียงประมาณ 4,000-5,000 ไร่ และเมื่อเทียบกับพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศที่มีประมาณ 60–70 ล้านไร่ ถือว่าพื้นที่เสียหายยังไม่มีนัยสำคัญต่อภาพรวมผลผลิตข้าวไทย

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อตัวเกษตรกรดูจะเป็นที่ประจักษ์กว่ามาก

"หนี้สินที่เราไปกู้มาลงทุน พอเราลงทุนไปแล้วไม่ได้เกี่ยว มันก็พอกเป็นคูณสอง เราก็ต้องหาเงินมาใช้ แล้วพอเราเริ่มทำนาใหม่ เราก็ต้องหาทุนใหม่ ก็ต้องไปกู้ยืมใหม่อีก หนี้สินพะรุงพะรัง" นายภูนนท์บอก

เช่นเดียวกันเมื่อสอบถามนางทองดีว่าหลังน้ำลดเธอจะทำอย่างไรต่อไป เธอก็ตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าสลดว่าต้องทำการกู้เงินเพิ่มเพื่อมาปลูกข้าวรอบใหม่

"ก็ต้องหาเงินกู้เพิ่ม เราตอนนี้ก็หมดตัวแล้ว... รู้สึกท้อนะ ท้อแล้วจะทำยังไงได้ เราอาชีพทำนา เราก็ต้องสู้ไป" เธอกล่าวทิ้งท้าย