ทำร้ายแกนนำแรงงานเมียนมาหน้า UN จุดคำถามอคติต่อแรงงานข้ามชาติในไทย

    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 11 นาที

จากเหตุแกนนำกลุ่มแรงงานเมียนมาถูกทำร้ายร่างกายขณะดำเนินกิจกรรมหน้าองค์การสหประชาชาติ ทำให้เกิดคำถามว่าอคติทางเชื้อชาติในไทยต่อแรงงานชาวเมียนมากำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายขวาในไทยจนน่ากังวลหรือไม่

วันอาทิตย์ที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา นายวีระ แสงทอง แกนนำกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ชื่อว่า "ไบรท์ ฟิวเจอร์" (Bright Future) จัดกิจกรรมหน้าองค์การสหประชาชาติในประเทศไทย ถ.ราชดำเนินนอก แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เพื่อเรียกร้องขอให้ไทยยกเลิกศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล หรือ ศูนย์ซีไอ (Certificate of Identity Center - CI) ของรัฐบาลเมียนมาในประเทศไทย เนื่องจากมองว่าไม่เป็นธรรม เป็นภาระทางการเงินของแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา และเรียกร้องให้ใช้บัตรชมพู (บัตรผู้ไม่มีสัญชาติไทย) เป็นหลักฐานการยืนยันตัวตนเพียงใบเดียว

ขณะกำลังเดินกิจกรรมอยู่นั้น รถยนต์ติดเครื่องกระจายเสียงของกลุ่มที่นำโดยนายอานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำกลุ่มที่เรียกตนเองว่าศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) และนายทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มที่เรียกตนเองว่ากลุ่มประชาพิทักษ์สถาบัน ขับผ่านกลุ่มผู้ทำกิจกรรม ก่อนที่สมาชิกของทางกลุ่มเข้าประชิดตัวและทำร้ายร่างกายนายวีระกับพวก

ในคลิปวิดีโอที่สำนักข่าวประชาไทบันทึกไว้ได้ มีเสียงต่อว่านายวีระจากลุ่มปกป้องสถาบันเป็นระยะ ๆ ว่า "ที่นี่เป็นแผ่นดินไทย ไม่ใช่แผ่นดินพม่า" ขณะที่ตำรวจพยายามเข้าห้ามปรามและควบคุมสถานการณ์

นายอานนท์ให้สัมภาษณ์กับประชาไทว่าไม่พอใจต่อข้อเรียกร้องของนายวีระ เพราะหากยกเลิกศูนย์ CI จะทำให้ยืนยันตัวตนต่างด้าวไม่ได้ และปฏิเสธว่าตนเองไม่เห็นเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายนายวีระ เพราะลงจากรถมาไม่ทัน

ด้านนายทรงชัยให้สัมภาษณ์กับประชาไทเช่นกันว่า "ถ้ามาอีก เอาอีก" และเตือนนายวีระอย่ามาประท้วงในไทยอีก

ในเวลาต่อมา พรรคประชาชนออกแถลงการณ์ประณามเหตุทำร้ายร่างกายดังกล่าว โดยระบุว่าความเห็นต่างทางการเมืองต้องไม่นำไปสู่การใช้ความรุนแรง และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเอาผิดกับผู้ก่อเหตุโดยไม่เลือกปฏิบัติเพราะสถานะ สัญชาติ หรือจุดยืนทางการเมือง

วันนี้ (2 พ.ย.) นายวีระเข้าแจ้งความกับสถานีตำรวจนครบาล (สน.) นางเลิ้ง เพื่อเอาผิดกับกลุ่มปกป้องสถาบันที่เข้ามาทำร้ายร่างกายแล้ว

ศูนย์ CI คืออะไร เหตุใดจึงกลายเป็นประเด็นในตอนนี้

เอกสารเล่มเขียวที่มีหน้าตาคล้ายหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ต เป็นหนังสือรับรองสถานะบุคคล (CI) ที่ทางการเมียนมาออกให้กับแรงงานเมียนมาในไทยผ่านศูนย์ CI ซึ่งมีอายุ 4 ปีนับจากวันที่ออกเอกสาร ใช้เดินทางระหว่างประเทศไทยและเมียนมาได้ แต่ไม่สามารถเดินทางไปยังประเทศที่ 3 ได้

หนังสือรับรองสถานะบุคคลดังกล่าว เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างทางการไทยและเมียนมา เพื่อเปิดช่องให้แรงงานชาวพม่าที่เข้าเมืองผิดกฎหมายได้เข้าสู่กระบวนการขึ้นทะเบียนพิสูจน์สัญชาติ และสามารถนำหนังสือ CI ไปดำเนินการด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงานในไทยต่อไปได้

กลุ่มแรงงานที่สามารถทำหนังสือ CI ได้ คือกลุ่มแรงงานที่ลงทะเบียนตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 24 ก.ย. 2567 ซึ่งได้รับต่ออายุใบแทนใบอนุญาตทำงานจากกรมการจัดหางานถึงปี 2570 ตามมติ ครม. วันที่ 2 ธ.ค. 2568

ปัจจุบัน ศูนย์ CI ของทางการเมียนมาเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่ผ่านมา ใน 5 จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ สมุทรสาคร สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ และชลบุรี ซึ่งดำเนินโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายเมียนมาทั้งหมด

หลังเปิดศูนย์ CI ได้ไม่นาน สำนักข่าวดีวีบี สื่ออิสระที่รายงานข่าวเกี่ยวกับประเทศเมียนมา รายงานโดยอ้างข้อมูลจากแรงงานข้ามชาติในไทยว่า การขอหนังสือ CI มีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก เนื่องจากผู้ที่ขอหนังสือ CI ต้องมีหลักฐานชำระภาษีเงินได้ 2% และหลักฐานการโอนเงินอย่างน้อย 25% ของรายได้กลับไปเมียนมาผ่านช่องทางที่ทางการเมียนมารับรอง

แรงงานข้ามชาติคนดังกล่าวยังบอกว่าค่าใช้จ่ายในการขอหนังสือ CI อาจสูงกว่าค่าธรรมเนียมที่ระบุไว้ที่ราว 2,600 บาท เนื่องจากตามมาด้วย "ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ" และธรรมเนียมนายหน้าที่ช่วยเดินเรื่อง

นายสหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จ.ชลบุรี เขต 7 จากพรรคประชาชน บอกกับบีบีซีไทยว่าศูนย์ CI ของเมียนมาในไทยนั้นมีความไม่โปร่งใสในหลายมิติ จากข้อร้องเรียนต่าง ๆ ที่เขาได้รับจากนายจ้างชาวไทยและแรงงานข้ามชาติในไทย

ประการแรก แม้แรงงานจองคิวผ่านระบบออนไลน์และชำระเงินค่าธรรมเนียมทำหนังสือ CI จำนวน 2,670 บาทเคาน์เตอร์เซอร์วิสแล้ว แต่พบว่าเมื่อเดินทางไปถึงศูนย์ กลับถูกบังคับให้จ่าย "ค่าคิวผี" เพิ่มเติมอีกรายละ 1,300 -1,800 บาท ในบางกรณีเร่งด่วน ค่าคิวผีอาจพุ่งสูงไปถึงหัวละ 3,000 บาท ส่งผลให้นายจ้างชาวไทยต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายค่าคิวผีเพิ่มเติม เพื่อให้แรงงานดำเนินการขอหนังสือ CI ได้

"หากนายจ้างมีลูกจ้าง 10 คน อย่างน้อย ๆ ก็ต้องเตรียมเงินไว้ 13,000 บาท นอกเหนือจากค่าธรรมเนียม" เขากล่าว

ข้อมูลจากสำนักบริหารคนต่างด้าวในเดือน ก.ย. 2569 ระบุว่า ไทยมีแรงงานจากกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม (หรือกลุ่มประเทศ CLMV) รวมกันทั้งหมด 3,986,362 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวเมียนมา 3,330,477 คน หรือคิดเป็น 83.5% ของแรงงานกลุ่มประเทศ CLMV ในไทย

นายสหัสวัตชี้ว่าแรงงานชาวเมียนมาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการผลิตและระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมประมง อุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรมการก่อสร้าง และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น การแปรรูปสินค้าประมงและเกษตรที่หาคนไทยมาทำได้ยากมาก ดังนั้น นายจ้างชาวไทยจึงจำเป็นต้องสำรองจ่ายค่าคิวผีให้กับแรงงานของตน เพื่อไม่ให้ขาดแคลนแรงงานและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ นั่นหมายความว่านายจ้างและผู้ประกอบการชาวไทยเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากศูนย์ CI โดยตรง

เขากล่าวต่อว่าศูนย์ CI ซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่หลังช่วงโรคโควิด-19 ระบาด ยังปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมขึ้นอย่างมากจากประมาณ 300 บาทต่อคน เป็น 700 บาท และพุ่งสูงขึ้นเป็น 2,670 บาทในปัจจุบัน

"เมื่อก่อนมีการเก็บภาษีโต้ง ๆ เลย ภายในศูนย์ CI ประมาณ 2,000 กว่าบาท ทีนี้พอมีการร้องเรียนว่ามันเป็นการเก็บภาษีซ้อน อยู่ ๆ การเก็บภาษีก็หายไปแล้วมาเป็นค่าธรรมเนียมในการขึ้นทะเบียน 2,670 บาทแทน คนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างนายจ้างหรือผู้ประกอบการก็ตั้งข้อสังเกตว่าคุณแค่โยกเงินภาษีที่ให้แรงงานจ่ายในตอนแรกไปเป็นค่าธรรมเนียมหรือเปล่า" นายสหัสวัต กล่าว

การทำหนังสือ CI ในปัจจุบันซับซ้อนกว่านั้น เมื่อรัฐบาลเมียนมาระบุว่าผู้ทำหนังสือ CI ต้องมีหลักฐานโอนเงินกลับประเทศ 25% ของรายได้ผ่านช่องทางที่ทางการกำหนด ซึ่งรัฐบาลทหารเมียนมากำหนดอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ 2,100 จัตต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งที่อัตราแลกเปลี่ยนในตลาดอยู่ที่ประมาณ 4,500 จัตต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

"เท่ากับว่าแรงงานส่งเงินกลับประเทศได้น้อยลง มันเลยมีการตั้งข้อสังเกตว่าส่วนต่างตรงนี้มันเข้าสู่รัฐบาลทหารพม่าหรือว่ามันไปไหน"

"ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ของศูนย์ CI ทุกครั้งที่มีข้อร้องเรียนไปที่กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน คำตอบที่กระทรวงแรงงานจะให้กับผู้ประกอบการหรือว่าใครก็ตามที่ไปร้องก็คือ ศูนย์ CI อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของรัฐบาลเมียนมา ทางการไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง" นายสหัสวัต ระบุ "พื้นที่เดียวที่ทางการไทยไม่สามารถเข้าไปยุ่งได้เพราะเป็นอธิปไตยของสถานที่อื่น มันคือสถานทูต แต่ศูนย์ CI กลับมีสถานะแบบนั้น แล้วรีดเงินจากนายจ้างไทย เพราะพูดตามตรงว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้แรงงานไม่มีเงินหรอก นายจ้างต้องเป็นคนออกให้"

เขากล่าวต่อว่าภาพลักษณ์ของศูนย์ CI ที่ไม่มีใครแตะต้องได้ ถูกตอกย้ำอีกครั้งเมื่อเกิดเหตุการณ์คุกคามการปฏิบัติงานของนายณฐาภพ สังเกตุ สื่ออิสระที่ไปติดตามทำข่าวการทำงานของศูนย์ CI ใน จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ที่ผ่านมา และการไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวของไทยพีบีเอสบันทึกภาพการปฏิบัติงานภายในศูนย์ CI จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 ต.ค. ทางทีมข่าวจึงทำได้เพียงสังเกตการณ์จากภายนอกเท่านั้น

"มันค่อนข้างเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ คุณเอาอำนาจจากไหนมาใช้ในสถานที่ที่กระทำการตามระเบียบของกระทรวงแรงงาน ภายใต้มาตรการขึ้นทะเบียนแรงงานของไทย มันเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยของประเทศอื่นในแผ่นดินไทยหรือเปล่า" นายสหัสวัต กล่าว

สส.จากพรรคประชาชนกล่าวต่อว่าข้อเรียกร้องเรื่องเปลี่ยนจากหนังสือ CI มาเป็นบัตรสีชมพู ไม่ใช่ข้อเรียกร้องจากแรงงานชาวเมียนมาเท่านั้น แต่ผู้ประกอบชาวไทยก็สนับสนุนด้วย ซึ่งเขาเห็นว่าการขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวโดยรัฐบาลไทยนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ เพราะไทยมีความพร้อมทั้งระบบทะเบียน กระบวนการขอใบอนุญาตทำงาน และการจัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์แบบไบโอเมตริกส์ (biometrics) ซึ่งเขาเห็นว่าการยกเลิกศูนย์ CI มาขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวผ่านบัตรสีชมพูไม่ได้ทำให้ข้อตกลงเอ็มโอยู (MoU) ระหว่างไทย-เมียนมาเสียหาย และไม่ขัดต่อหลักสากลด้วย

นายสหัสวัตจึงต้องการตั้งคำถามกลับไปยังกลุ่มปกป้องสถาบันว่า "ในเมื่อรัฐบาลไทยกำลังทำให้แรงงานข้ามชาติถูกดูดเงินออกไปจากประเทศ ทั้ง ๆ ที่เงินเหล่านี้ควรถูกหมุนเวียนในไทย และไม่ใช่แค่เงินของแรงงานข้ามชาติแต่เป็นกลุ่มนายจ้างไทยที่ถูกดูดเงินไปให้รัฐบาลทหารพม่าด้วย เรื่องนี้ควรเป็นสิ่งที่คนที่เชื่อในชาตินิยมควรเดือดร้อนมากกว่าหรือไม่"

ด้านนายอานนท์ แกนนำกลุ่ม ศปปส. เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่าตนเองไม่เห็นด้วยกับกรณีที่รัฐบาลเมียนมาให้แรงงานในไทยโอนเงินกลับประเทศ 25% ของรายได้เช่นเดียวกัน และไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลไทยอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ของเมียนมาเข้ามาดำเนินการศูนย์ CI ในไทยทั้งหมด

"แต่ทางกลุ่มไม่สามารถเคลื่อนไหวทุกเรื่องได้" เขากล่าว

แกนนำกลุ่ม ศปปส. อธิบายต่อว่า การเรียกร้องให้ยกเลิกศูนย์ CI ของนายวีระหน้าองค์การสหประชาชาติในประเทศไทยเมื่อวานนี้ เป็นข้อเรียกร้องที่มากเกินไป เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้วก็ต้องยอมรับว่ามีเพียงทางการเมียนมาเท่านั้นที่สามารถพิสูจน์สัญชาติคนของประเทศของตนได้

นายอานนท์กล่าวต่อว่า ประเด็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มปกป้องสถาบันเมื่อวานนี้ แท้จริงแล้วต้องการแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการเคลื่อนไหวของนายวีระ เพราะพวกเขามองว่านายวีระไม่มีสิทธิมาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการเคลื่อนไหวทางการเมือง

"หากต้องการเรียกร้องกับมิน อ่อง หล่าย ก็ไปเรียกร้องที่นู่น ไม่ใช่ที่นี่" เขากล่าว

กระแสอคติต่อชาวเมียนมาเกิดขึ้นได้อย่างไร

ผศ.ดร.ลลิตา หาญวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาจากคณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ วิเคราะห์ว่าการรัฐประหารในเมียนมาปี 2564 ทำให้เกิดคลื่นอพยพจากวิกฤตการเมือง ผู้คนจากเมียนมาจำนวนมากอพยพข้ามแดนมาในไทยเพื่อแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจและการศึกษา จากงานวิจัยที่เธอเก็บข้อมูลไม่นานนี้สามารถประมาณการณ์ได้ว่ามีชาวเมียนมาทั้งที่เข้ามาโดยผิดกฎหมายและถูกต้องตามกฎหมายราว 7-8 ล้านคนในไทย โดยในจำนวนนี้เป็นแรงงานถูกกฎหมายตามข้อตกลงเอ็มโอยูประมาณ 2 ล้านคนเท่านั้น

ในปี 2567 รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหาร กระตุ้นให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่ของคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะวัยหนุ่มสาวอายุ 18-35 ปี เพื่อหลบเลี่ยงการถูกเกณฑ์ทหารขณะที่ประเทศกำลังเผชิญสงครามกลางเมือง

"เห็นได้จากมีคนหนุ่มสาวจำนวนมากต่อแถวยาวหน้าสถานทูตไทยในเมียนมาเพื่อขอวีซ่าต่าง ๆ แต่ประเทศไทยกลับไม่มีนโยบายใด ๆ รองรับผลกระทบจากเรื่องเหล่านี้เลย" เธอกล่าว

นอกจากปริมาณของชาวเมียนมาที่ไหลเข้ามาในประเทศไทยจากเหตุความไม่สงบในประเทศแล้ว ปัจจัยทางเศรษฐกิจยังเป็นอีกตัวกระตุ้นหนึ่งที่ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างคนไทยที่อยู่ในพื้นที่กับชาวเมียนมาที่เข้ามาใหม่

เธออธิบายว่า ชาวเมียนมาที่หลั่งไหลมาในประเทศไทย มีกลุ่มหนึ่งที่มาพร้อมกับเงินทุน จึงจ้างชาวไทยมาเป็นนอมินีเพื่อเปิดแผงขายของในตลาด ซึ่งมักพบในหลายพื้นที่ที่ชาวเมียนมาอยู่กันหนาแน่น ได้แก่ มหาชัย บางบอน แม่สอด และเชียงใหม่

"อาชีพค้าขายเป็นอาชีพสงวนตามกฎหมายไทย มันจึงเกิดคำถามว่าทำไมคนเมียนมาถึงใช้นอมินีเปิดแผงขายของได้ ทั้งที่มันผิดกฎหมายแล้วก็รู้สึกว่าถูกแย่งลูกค้า รายได้ลดลง" ผศ.ดร.ลลิตา กล่าว

ความแตกต่างของดำเนินชีวิตระหว่างชาวไทยกับชาวเมียนมายังทำให้เกิดการกระทบกระทั่งอยู่บ่อยครั้ง เช่น พฤติกรรมการเคี้ยวและบ้วนน้ำหมาก ทั้งหมดที่กล่าวมาสะสมเป็นพลังคลื่นใต้น้ำและกลายเป็นอคติของชาวไทยบางส่วนไปในที่สุด แม้มีคนไทยจำนวนมากที่เข้าใจดีกว่าเศรษฐกิจของไทยนั้นต้องพึ่งพาแรงงานชาวเมียนมา ไม่เช่นนั้นภาคธุรกิจทั้งอุตสาหกรรมอาจหยุดชะงักลง

"หากโรงงานปลากระป๋อง อาหารทะเล โรงงานปลาทูในมหาชัยขาดแรงงานชาวเมียนมาไป ซึ่งคิดว่ามีเป็นล้าน อุตสาหกรรมประมง อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารทะเลของเราหยุดชะงักได้เลย เช่นเดียวกับการหายไปของแรงงานชาวกัมพูชาหลายแสนคนที่ส่งผลกระทบต่อการเก็บลำไย ลิ้นจี่ ตามแนวชายแดน" ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาจาก ม.เกษตรศาสตร์ กล่าว

ผศ.ดร.ลลิตา กล่าวต่อว่าความไม่พอใจที่สะสมเป็นคลื่นใต้น้ำถูกกระตุ้นและจุดปะทุฉับพลัน เมื่อเกิดการเคลื่อนไหวประท้วงของชาวเมียนมาหน้าสถานทูตเมียนมาหรือสำนักงานองค์การสหประชาชาติในไทย รวมถึงประเด็นดราม่าต่าง ๆ ในโลกออนไลน์ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ถูกกลุ่มเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษนิยมในไทยนำไปขยายผลและปลุกกระแสต่อต้านแรงงานต่างด้าวอย่างเปิดเผยบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ

คนไทยควรใช้พลังรักชาติต่อแรงงานข้ามชาติอย่างไร

แม้จำนวนชาวเมียนมาที่อยู่ในไทยนั้นดูน่ากังวล แต่เธอชี้ว่าสังคมไทยควรตระหนักในข้อเท็จจริงที่ว่าประเทศกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสูงสุด (Super Aging Society) กำลังขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก และอาชีพที่แรงงานข้ามชาติทำในไทยนั้นส่วนใหญ่เป็นอาชีพที่คนไทยไม่ทำแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้แนะนำว่า รัฐบาลไทยควรจัดทำระบบลงทะเบียนเพื่อจัดเก็บอัตลักษณ์ และประวัติของแรงงานเมียนมาด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ โดยหลีกเลี่ยงการพึ่งพาการผ่านศูนย์ CI ของทางการเมียนมา ซึ่งมีภาระค่าใช้จ่ายสูงมากและซ้ำซ้อน นอกจากนี้ยังพบว่านายจ้างชาวไทยไม่ยินดีจ่าย ส่วนตัวแรงงานก็มองว่าศูนย์เป็นตัวแทนขูดรีดเงินส่งให้รัฐบาลทหาร เสี่ยงทำให้แรงงานข้ามชาติจำนวนมากหลุดจากระบบ ยากต่อการติดตามเพื่อนำแรงงานเข้าสู่ระบบการเสียภาษีและระบบประกันสังคมอย่างถูกต้อง

จากข้อกล่าวอ้างที่ว่าชาวเมียนมาเดินทางเข้ามาใช้สิทธิรักษาพยาบาลหรือทำคลอดในโรงพยาบาลรัฐของไทยโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนั้น ผศ.ดร.ลลิตาระบุว่า โดยข้อเท็จจริงแล้วเกิดขึ้นกับชาวเมียนมาเพียงบางส่วนเท่านั้น แต่แรงงานเมียนมาที่เข้ามาอยู่อาศัยและทำงานในประเทศไทยได้จ่ายเงินสมทบเข้าระบบประกันสังคมตามกฎหมาย ดังนั้น การเข้ารับบริการสาธารณสุขหรือการทำคลอดในโรงพยาบาลรัฐจึงเป็นการใช้สิทธิตามระบบประกันสังคมที่ตนเองร่วมส่งเข้ากองทุนด้วย

นอกจากนี้ ในพื้นที่ชายแดนยังมีหน่วยงานการกุศลและสาธารณสุขเฉพาะ เช่น คลินิกแม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งให้บริการรักษาพยาบาลและทำคลอดแก่ชาวเมียนมา โดยใช้แหล่งเงินทุนบริจาคและการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาบริหารจัดการเองทั้งหมด จึงไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระงบประมาณให้แก่รัฐบาลไทย

ในมิติการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการของไทยได้ดำเนินนโยบาย "Education for All" (การศึกษาเพื่อทุกคน) ซึ่งสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ที่ยืนยันว่าเด็กทุกคนมีสิทธิได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้นเธอจึงเห็นว่าการเปิดโอกาสให้เด็กต่างชาติเข้าสู่ระบบการศึกษาไทย จะช่วยให้เด็กสามารถอ่านออก เขียนภาษาไทย และเข้าใจกฎหมายไทย ไม่หลุดเป็นเด็กนอกระบบ ซึ่งอาจก้าวไปสู่การเป็นอาชญากรในอนาคต

"มันจะดีกว่าไหมหากเรามีกลไกที่ควบคุมคนเหล่านี้ให้เข้าใจแล้วเป็นประชากรที่ดี มีคุณภาพ อยู่ในประเทศไทยได้อย่างกลมกลืนกับคนในสังคมไทย เหมือนกับที่เราเคยเป็นมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นคนจีนหรืออินเดียในอดีต" ผศ.ดร.ลลิตา กล่าวกับบีบีซีไทย